ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

wshop773

เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน
« เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 05:48:51 PM »
มีสาระต่างๆ มากมาย ที่หลวงปู่ได้สอนในช่วงเช้า ที่โรงถวายจังหัน
ผู้ได้ชม ได้ฟัง ต่างก็เก็บมาเล่าสู่กันปากต่อปาก
แต่ก็ลืมที่จะ มาเล่าสู้ผู้ที่ไม่รู้จักกัน ไม่เคยเห็นกัน แต่อยู่ร่วมกันในเว็บไซต์นี้

ดังนั้นเลยคิดว่า อย่าให้สาระประโยชน์ที่ได้ สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างรวดเร็วเลย
เก็บมาเขียนเล่า ฝากสู่กันและกัน ฝากผู้ที่ไม่มีโอกาสได้ดูในช่วงเวลาดังกล่าวจะดีกว่า
  /\


กระทู้นี้ เปิดเป็นเสรีสำหรับสมาชิกทุกท่าน
ใครจะมาเขียน สิ่งที่ตนจดจำได้ ในตอนเช้าจากการดูถ่ายทอดถวายจังหัน ก็สามารถเข้ามาเขียนกันได้ทุกท่านค่ะ


ใครเก็บเกี่ยวสิ่งใดได้ ก็นำมาแบ่งกันได้ที่นี่ได้นะค่ะ
:-[

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 04:55:50 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

wshop773

การจัดผลไม้ถวายสงฆ์ (9 ต.ค. 53)
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 05:52:31 PM »
(หลวงปู่อ่านจากในหนังสือพระไตรปิฎกใน เช้าวันที่ 9 ตุลาคม 2553)


สัมณกัปปะ ๕ อย่าง  เล่ม 9 หน้า 10  (เล่มสีน้ำเงิน)

      สมัยต่อมา สัปบุรุษหมู่หนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์
เขาไม่ได้ฝานมะม่วงเป็นชิ้น ๆ ในโรงอาหารล้วนแล้วไปด้วยผลมะม่วงทั้งนั้น
ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่รับประเคน . . .

พระผู้มีพระภาคเจ้า ...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับประเคนฉันเถิด
เราอนุญาตให้ฉันผลไม้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่าง คือ
       ๑. ผลไม้ที่ลนด้วยไฟ
       ๒. ผลไม้ทำกรีดด้วยศัสตรา
       ๓. ผลไม้ที่จิกด้วยเล็บ
       ๔. ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด
       ๕. ผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ฉันผลไม้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่างนี้.



พระพุทธานุญาตถั่วเขียว   เล่ม 7  หน้า 81 (เล่มน้ำเงิน)

ท่านพระกังขาเรวตะ ได้เห็นถั่วเขียวงอกขึ้นในกองอุจจาระ ณ ระหว่างทาง
แล้วรังเกียจว่า ถั่วเขียวเป็นอกัปปิยะ แม้ต้มแล้วก็ยังงอกได้
จึงพร้อมด้วยบริษัทไม่ฉันถั่วเขียว แม้พวกภิกษุที่เชื่อฟังคำของท่านก็พลอยไม่ฉันถั่วเขียวไปด้วย
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถั่วเขียวแม้ที่ต้มแล้ว ถ้ายังงอกได้ เราอนุญาตให้ฉันถั่วเขียวได้ตามสบาย.



pratharn

Re: เรื่องน่ารู้เก็บมาจากโรงถวายจังหัน
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ตุลาคม 09, 2010, 10:49:43 PM »
สามารถชม Clip ย้อนหลัง ตอนถ่ายทอดถวายจังหันได้หรือเปล่าครับ??

ประธาน ยอดสมุทร

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้เก็บมาจากโรงถวายจังหัน
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ตุลาคม 11, 2010, 09:16:35 PM »
อ้างจาก: author=pratharn link=topic=3803.msg21370#msg21370 date=1286639383
สามารถชม Clip ย้อนหลัง ตอนถ่ายทอดถวายจังหันได้หรือเปล่าครับ??

ประธาน ยอดสมุทร

ไม่สามารถรับชมย้อนหลังได้ค่ะ


การนำคลิปที่อัดผ่านทางหน้าจอ หรือไปถ่ายทำกันเองที่วัด
แล้วนำมามาเผยแพร่แจกจ่ายกัน บนหน้าเว็บ samyaek.com และลิ้งค์ต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเว็บไซต์นี้
เป็นการไม่สมควร


ที่วัดสามแยกจัดทำอยู่นั้น มีขั้นตอนที่ถูกต้องคือ
เมื่อบันทึกเทปการแสดงธรรมที่วัดสามแยกแล้ว ก่อนจะแจกจ่ายได้ ต้องนำมาตรวจดูกันก่อน
ตรงไหนสมควรก็คงไว้ ตรงไหนเห็นว่าไม่สมควร หรือน่าจะมีปัญหาก็ตัดออก
เมื่อพิจารณาตรวจสอบกันดีแล้ว จึงนำออกมาแจกจ่ายกันไป

และอย่างที่ คุณชัยณรงค์ นำเสียงแสดงธรรมตอบปัญหาแต่ละสัปดาห์มาลงเว็บได้นั้น ก็มีการขออนุญาติจากทางวัดแล้ว
แม้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็ไม่สามารถตัดต่อแทนคุณชัยณรงค์ได้ค่ะ


ดังนั้น หากจะทำกันเองแจกกันเองโชว์กันเอง เป็นการส่วนตัวก็กระทำได้
แต่ถ้านำมาบนหน้าเว็บ samyaek.com และลิ้งค์ต่างๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเว็บไซต์นี้
โดยไม่ได้คัดกรองจากวัดสามแยก หรือจากผู้ที่ทางวัดได้อนุญาติไว้แล้วนั้น จึงเป็นการกระทำที่ผิด ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 12, 2010, 02:55:30 AM โดย โอ๋ »

pratharn

Re: เรื่องน่ารู้เก็บมาจากโรงถวายจังหัน
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: ตุลาคม 12, 2010, 02:37:49 AM »
ขอบคุณครับ

ประธาน ยอดสมุทร

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้าที่ 30 พ.ย. 53
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2010, 03:54:13 PM »
เช้าวันที่ 30 พ.ย. 53

เล่ม 26  (สีน้ำเงิน)  หน้าที่ 92    บรรทัดที่ 3

[๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ของคนพาล ผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว
และประกอบแล้วด้วยตัณหาใดเกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น คนพาลยังละไม่ได้
และตัณหานั้นยังไม่สิ้นไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะคนพาลไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
เหตุนั้น เมื่อตายไปคนพาลย่อมเข้าถึงกาย เมื่อเข้าถึงกาย
ชื่อว่ายังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นไปจากทุกข์ กายนี้ของบัณฑิตผู้ถูกอวิชชาใดหุ้มห่อแล้ว
และประกอบด้วยตัณหาใด เกิดขึ้นแล้ว อวิชชานั้น บัณฑิตละได้แล้ว
และตัณหานั้นสิ้นไปแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่าบัณฑิตได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบ
เหตุนั้น เมื่อตายไป บัณฑิตย่อมไม่เข้าถึงกาย
เมื่อเขาไม่เข้าถึงกาย ชื่อว่าย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
เรากล่าวว่าย่อมพ้นจากทุกข์ อันนี้เป็นความแปลกกัน อันนี้เป็นอธิบาย
อันนี้เป็นความต่างกันของบัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์.




เล่ม 26  (สีน้ำเงิน)  หน้าที่ 95    บรรทัดที่ 7

ท่านแสดงว่า มรรคพรหมจริยวาสนี้ใด. นี้คือความแปลกกันของบัณฑิตจากคนพาล.

ดังนั้นในพระสูตรนี้ ท่านจึงเรียกว่าปุถุชนผู้ยังมีปฏิสนธิทั้งหมดว่า เป็นคนพาล
พระขีณาสพผู้ไม่มีปฏิสนธิ เรียกว่าเป็นบัณฑิต.


ส่วนพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี
ใครๆ ไม่ควรเ รียกว่า บัณฑิต หรือคนพาล.

แต่เมื่อคบ ก็คบแต่ฝ่ายบัณฑิต.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 04:57:21 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

์์Nutkamol

Re: เรื่องน่ารู้เก็บมาจากโรงถวายจังหัน
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: ธันวาคม 01, 2010, 04:37:35 PM »
 /\ /\ /\ยินดีในบุญ ค่ะ ^-^

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้าที่ 3 ธันวาคม 2553
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2010, 07:00:28 PM »
เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2553

วินัยเป็นเสมือนด้ายร้อยดอกไม้
เล่มที่ 1  หน้า 14 บรรทัดสุดท้าย (เล่มสีน้ำเงิน)

ดูก่อนสารีบุตร ดอกไม้ต่างพรรณที่เขากองไว้บนพื้นกระดานร้อยดีแล้วด้วยด้าย
ลมย่อมกระจายไม่ได้ ขจัดไม่ได้ กำจัดไม่ได้ซึ่งดอกไม้เหล่านั้นข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเขาร้อยดีแล้วด้วยด้าย ฉันใด
เพราะอันตรธานแห่งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเหล่านั้น
เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน  ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน
จึงดำรงพระศาสนานั้นไว้ได้ตลอดระยะกาลยืนนาน ฉันนั้นเหมือนกัน.

ดูก่อนสารีบุตร อันนี้แลเป็นเหตุ อันนี้แลเป็นปัจจัย ให้พระศาสนา
ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกกุสันธะ พระนามโกนาคมนะ
และพระนามกัสสปะ ดำรงอยู่นาน.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 04:59:08 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

lak

Re: เรื่องน่ารู้เก็บมาจากโรงถวายจังหัน
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2010, 02:34:43 AM »
 /\
ยินดีในบุญค่ะ
      ได้ความรู้เพิ่มดีมาก :)

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้า 9 ธันวาคม 2553
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: ธันวาคม 09, 2010, 04:26:31 PM »
เช้าที่ 9 ธันวาคม 2553

เล่มที่ 3 หน้า 954 บรรทัดที่ 15

ในการบริโภคเป็นธรรม และไม่เป็นธรรมนั้น พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้:-

ถ้าแม้บุคคลก็เป็นอลัชชี แม้บิณฑบาตไม่เป็นธรรม, น่ารังเกียจ ทั้ง ๒ ฝ่าย.
บุคคลเป็นอลัชชี แต่บิณฑบาตเป็นธรรม, ภิกษุทั้งหลายรังเกียจบุคคลแล้ว ไม่พึงรับบิณฑบาต.
แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่าคนทุศีล ได้อุเทศภัตเป็นต้นจากสงฆ์แล้ว ถวายแก่สงฆ์นั่นแล.
อุเทศภัตเป็นต้นนี้ ย่อมควร เพราะเป็นไปตามที่เขาถวายนั่นเอง.

บุคคลเป็นลัชชี บิณฑบาตไม่เป็นธรรม, บิณฑบาตน่ารังเกียจ ไม่ควรรับเอา.
บุคคลเป็นลัชชี แม้บิณฑบาตก็เป็นธรรม ย่อมสมควร.




หน้า 956

อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้ใคร่ในบุญทั้งหลาย มีนางสนมของพระราชาเป็นต้น
ถวายเงินและทองใส่ไว้ในภัต ของควรเคี้ยว ของหอมและกำยานเป็นต้น,
ถวายแผ่นผ้าเล็ก ๆ รวมกับกหาปณะที่ขอดไว้ที่ชายผ้าเป็นต้นต้นนั่นแหละ แก่ภิกษุทั้งหลายผู้เที่ยวบิณฑบาตผ้า,
ภิกษุทั้งหลายรับเอาด้วยสำคัญว่าภัตตาหารเป็นต้น หรือสำคัญว่าผ้า,
ภิกษุนี้ พึงทราบว่าผู้มีความสำคัญในรูปิยะว่ามิใช่รูปิยะ รับเอารูปิยะด้วยอาการอย่างนี้.
แต่ภิกษุผู้รับ พึงกำหนดให้ดีว่า วัตถุนี้เราได้ในเรือนหลังนี้เพราะว่า ผู้ที่ถวายของด้วยไม่มีสติ ได้สติแล้วจะกลับมา (ทวงถาม).
ลำดับนั้น ภิกษุพึงบอกเขาว่า ท่านจงตรวจดูห่อผ้าของท่าน ดังนี้.
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 04:59:55 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้า 10 ธันวาคม 2553
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: ธันวาคม 10, 2010, 03:52:26 PM »
เช้าที่ 10 ธันวาคม 2553

สิ่งที่เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรืองมี ๓ คือ
ดวงจันทร์เปิดเผย ไม่กำบังจึงรุ่งเรื่อง ๑
ดวงอาทิตย์เปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรื่อง ๑
ธรรมวินัยอันพระตถาคตเจ้าประกาศแล้วเปิดเผยไม่กำบังจึงรุ่งเรือง ๑
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 05:00:29 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: ธันวาคม 11, 2010, 04:34:39 PM »
เล่ม 3 หน้า 968 (สีนำเงิน)

อธิบายการรับรูปิยะ สำหรับผู้ไม่เข้าใจ
อรรถาจารย์จึงอธิบายให้ผู้ไม่เข้าใจไดเข้าใจว่าไม่สามารถทำอุบายไรๆ เพื่อรับเงินไปซื้อได้



     อนึ่ง ผู้ศึกษาพึงทราบปัตตจตุกกะนี้ อันแสดงถึงความที่รูปิยสัพโยหารสิกขาบทนี้หนัก.
ความพิสดารว่า ภิกษุใด รับเอารูปิยะ แล้วจ้างให้ขุดแร่เหล็กขึ้นด้วยรูปิยะนั้น,
ให้ช่างเหล็กถลุงแร่เหล็กนั้น แล้วให้ทำบาตรด้วยโลหะนั้น.
บาตรนี้ ชื่อว่า เป็นมหาอกัปปิยะ ภิกษุนั้นไม่อาจทำให้เป็นกัปปิยะได้ด้วยอุบายไร ๆ.
ก็ถ้าว่า ทำลายบาตรนั้นแล้วให้ช่างทำกระถาง. แม้กระถางนั้นก็เป็นอกัปปิยะ.
ให้กระทำมีด แม้ไม้สีพื้นที่ตัดด้วยมีดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ.
ให้กระทำเบ็ด แม้ปลาที่เขาให้ตายด้วยเบ็ดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ.
ภิกษุให้ช่างเผาตัวมีดให้ร้อนแล้ว แช่น้ำ หรือนมสดให้ร้อน. แม้น้ำและนมสดนั้น ก็เป็นอกัปปิยะเช่นกัน.

หมายเหตุ  อกัปปิยะ  แปลว่า ไม่ควร


     ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวว่า ก็ภิกษุใด รับรูปิยะแล้วซื้อบาตรด้วยรูปิยะนั้น,
แม้บาตรนี้ของภิกษุนั้น ก็เป็นอกัปปิยะ ไม่สมควรแม้แก่สหธรรมิกทั้ง ๕.
แต่ภิกษุนั้นอาจทำบาตรนั้น ให้เป็นกัปปิยะได้.
จริงอยู่ บาตรนั้น จะเป็นกัปปิยะได้ ต่อเมื่อให้มูลค่าแก่เจ้าของมูลค่า
และเมื่อให้บาตรแก่เจ้าของบาตร.
ภิกษุจะให้กัปปิยภัณฑ์แล้วรับเอาไปใช้สอยสมควรอยู่.

หมายเหตุ   สหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี.


ฝ่ายภิกษุใด ให้รับเอารูปิยะไว้แล้วไปยังตระกูลช่างเหล็กกับด้วยกัปปิยการก
เห็นบาตรแล้วพูดว่า บาตรนี้ เราชอบใจ. และกัปปิยการกให้รูปิยะนั้นแล้ว ให้ช่างเหล็กตกลง.
แม้บาตรใบนี้ อันภิกษุนั้นถือเอาโดยกัปปิยโวหาร เป็นเช่นกับบาตรใบที่ ๒ นั่นเอง
จัด เป็นอกัปปิยะเหมือนกัน เพราะภิกษุรับมูลค่า.

หมายเหตุ  กัปปิยการก  แปลว่าคนวัด



ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ควรแก่สหธรรมิกที่เหลือ ?
แก้ว่า เพราะไม่เสียสละมูลค่า.

อนึ่ง ภิกษุใด ไม่รับรูปิยะไปยังตระกูลช่างเหล็ก พร้อมกับกัปปิยการกที่ทายกส่งมาว่า
ท่านจงซื้อบาตรถวายพระเถระ เห็นบาตรแล้ว ให้กัปปิยการกจ่ายกหาปณะว่า
เธอจงรับเอากหาปณะเหล่านี้แล้ว ให้บาตรนี้แล้วได้ถือเอาไป.
บาตรนี้ ไม่ควรแก่ภิกษุรูปนี้เท่านั้น เพราะจัดการไม่ชอบ,
แต่ควรแก่ภิกษุเหล่าอื่น เพราะไม่ได้รับมูลค่า.

หมายเหตุ  ภิกษุไปสั่งซื้อ ไม่ได้ ต้องไม่ไปจัดการ หากรับมาต้องนำไปสละในท่ามกลางสงฆ์เพราะเป็นการจัดการไม่ชอบ



ได้ทราบว่า อุปัชฌาย์ของพระมหาสุมเถระ มีชื่อว่าอนุรุทธเถระ.
ท่านบรรจุบาตรเห็นปานนี้ของตนให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้ว สละแก่สงฆ์.
พวกสัทธิวิหาริกแม้ของพระจุลนาคเถระผู้ทรงไตรปิฏก ก็ได้มีบาตรเช่นนั้นเหมือนกัน.
พระเถระสั่งให้บรรจุบาตรนั้นให้เต็ม ด้วยเนยใสแล้วให้เสียสละแก่สงฆ์ ดังนี้แล.
นี้ชื่ออกัปปิยปัตตจตุกกะ.

ก็ถ้าว่า ภิกษุไม่รับรูปิยะไปสู่ตระกูล แห่งช่างเหล็ก พร้อมด้วยกัปปิยการกที่ทายกส่งมาว่า
เธอจงซื้อบาตรถวายพระเถระ เห็นบาตรแล้วกล่าวว่า บาตรนี้เราชอบใจ หรือว่า เราจักเอาบาตรนี้,
และกัปปิยการกจ่ายรูปิยะนั้นให้แล้วให้ช่างเหล็กยินยอมตกลง.
บาตรนี้สมควรทุกอย่าง ควรแก่การบริโภคแม้เเห่งพระพุทธทั้งหลาย.

หมายเหตุ ไม่ได้รับด้วยการรับ ไม่ได้รับด้วยการคิด



สองบทว่า อรูปิเย รูปิยสญฺญี ได้แก่ มีความสำคัญในทองเหลืองเป็นต้น ว่าเป็นทองคำเป็นต้น.
สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า ถ้าภิกษุซื้อขายสิ่งที่มิใช่รูปิยะ..
ด้วยสิ่งที่มิใช่รูปิยะ ซึ่งมีความสำคัญว่าเป็นรูปิยะนั้น เป็นอาบัติทุกกฏ.
ในภิกษุผู้มีความสงสัย ก็มีนัยอย่างนี้. แต่ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุ
มีความสำคัญว่ามิใช่รูปิยะ แม้กระทำการซื้อขาย กับด้วย สหธรรมิก ๕
ว่า ท่านจงถือเอาสิ่งนี้แล้วให้สิ่งนี้. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น.

หมายเหตุ  หากมีการแลกเปลี่ยน มีการซื้อขาย ต้องสละทิ้ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 05:01:16 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้า 12 ธันวาคม 2553
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: ธันวาคม 12, 2010, 04:06:27 PM »
เช้าวันที่ 12 ธันวาคม 2553


การใช้สติปัญญาพิจารณาให้รู้เหตุผลที่แท้จริงในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังทั้งหลาย
ก่อนที่จะตกลงใจเชื่อเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้      เล่ม  34   หน้า  338


...ครั้นหมู่กาลามชนชาวเกสปุตตนิคมนั้นนั่งเป็นปกติแล้ว     
จึงทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า    มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมาถึงเกสปุตตนิคมนี้   
สมณพราหมณ์พวกนั้นพูดแสดงแต่ถ้อยคำของตนเชิดชูให้เห็นว่า    ดีและชอบที่ควรจะถือตามถ่ายเดียว   
และพูดคัดค้านข่มถ้อยคำของผู้อื่น    ดูหมิ่นเสียว่าไม่ดีไม่ชอบ    ไม่ควรจะถือตาม 
ทำถ้อยคำของตนให้เป็นปฏิปักษ์แก่ถ้อยคำของผู้อื่น     

ครั้นสมณพราหม์พวกหนึ่งอื่นมาถึงเกสปุตตนิคมนี้อีก    ก็เป็นเหมือนพวกก่อนๆ    และก็เป็นอย่างนี้ทุกๆหมู่     
จนข้าพระองค์มีความสงสัยไม่รู้ว่า    ท่านสมณะเหล่านี้ใครพูดจริงใครพูดเท็จ                                                                     
         
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า   ควรแล้วที่ท่านจะสงสัย   
ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุที่ควรสงสัยจริง   (เพราะฉะนั้น) 
ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา 
อย่าได้ถือโดยลำดับสืบๆ กันมา   
อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ๆ
อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา
อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา
อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน   
อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ
อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าถูกต้องกันกับลัทธิของตน 
อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ 
อย่าได้ถือโดยความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูอาจารย์ของเรา   

เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า    ธรรมเหล่านี้เป็นอกุศล    ธรรมเหล่านี้มีโทษ    ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน
ธรรมเหล่านี้   ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว   ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์    เป็นไปเพื่อทุกข์  ดังนี้   
ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสียเมื่อนั้น

         
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไม่ให้ถือโดยอาการสิบอย่าง   มีการถือโดยได้ฟังตามกันมาเป็นต้น   
แต่ให้พิจารณารู้ด้วยตนเองแล้วเว้นสิ่งที่ควรเว้นเสียอย่างนี้แล้ว   
เมื่อจะทรงแนะนำให้กาลามชนได้ปัญญาพิจารณาเห็นสิ่งที่ควรเว้นนั้นด้วยตนเองจึงตรัสปุจฉา  (คำถาม)   
ยกโลภะ  (ความละโมบอยากได้เหลือเกิน)
โทสะ  (ความมีใจโกรธขัดเคืองแล้ว  ประทุษร้ายใจตัวเองแลผู้อื่น)
โมหะ (ความหลง)  ขึ้นถาม     เพื่อให้กาลามชนทูลตอบตามความเห็นโดยลำดับอย่างนี้
         
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    ท่านจะสำคัญความนั้นเป็นไฉน 
โลภะ   คือความอยากได้เมื่อเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ     
ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์หรือ     หรือเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

กาลามชนตอบว่า.  โลภะนั้นย่อมเกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า     บุรุษผู้โลภแล้ว    อันความโลภครอบงำแล้ว     มีใจอันความโลภยึดไว้รอบแล้ว 
ย่อมฆ่าสัตว์มีชีวิตบ้าง    ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ให้บ้าง     ถึงภรรยาผู้อื่นบ้าง     พูดเท็จบ้าง 
ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นบ้าง     สิ่งใดเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์     
เป็นไปเพื่อทุกข์แก่ผู้อื่นสิ้นกาลนานนั้น    ผู้ที่โลภแล้วย่อมชักชวนผู้อื่นให้ทำในสิ่งนั้น    ข้อนี้จริงหรือไม่.

กาลามชนตอบว่า    ข้อนี้จริงอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า.


--------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ  หลวงปู่ถามคณะผู้ไปแจกเอกสารฯ ว่าเมื่อเจอพระถามว่าพวกท่านติดตำรา ควรจะทำยังไร
ให้พิจารณาตามพระสูตรนี้  (ในส่วนที่หลวงปู่อ่านนั้น เฉพาะส่วนที่เป็นสีแดง)

"พระควรสละ หรือว่าพระควรหวงสิ่งของไว้"

" คำที่ว่า อย่าได้เชื่อโดยฟังตามกันมา"
เมื่อได้ยินว่า พระรับเงินไว้เถอะ พระจำเป็นต้องใช้ นี่ก็เป็นฟังตามกันมาว่าเอ๊อ พระจำเป็นต้องใช้ จึงรับเงินได้
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 05:01:51 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้า 14 ธันวาคม 2553
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: ธันวาคม 14, 2010, 05:25:14 PM »
เช้า 14 ธันวาคม 2553

เล่ม 24  หน้า 401
[๓๑๙] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
สัตว์เหล่าใด ขวนขวาย ในความเกลียดบาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัดอยู่
ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้นย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้.

[๓๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ จึงได้ตรัสคาถาตอบมารผู้มีบาปว่า
รูปใด ๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่นและจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที่
รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อ เพื่อฆ่าปลา ฉะนั้น.


หลวงปู่อธิบาย : -
หากผู้ใดไปติดอยู่ ไปชอบอยู่ ไปชื่นชมอยู่ ไปหลงอยู่ อย่างใดอย่างหนึ่ง
จะมีความยินดีก็ตาม เพลิดเพลินก็ตาม ชื่นชมก็ตาม สรรเสริญก็ตาม ด้วยอันใดอันหนึ่ง ในรูปเหล่านั้น ทั้งหมด
ไม่ว่ารูปปั้นขึ้น ไม่ว่ารูปมีเอง หรือดาวเดือน ที่เป็นวัตถุที่คนจะติดต่าง ๆ
หรือรูปทั้งหลายที่เรียกกันว่าที่ระลึก ที่ระลึกอยู่สมัยนี้ก็ตาม
รูปทั้งหมดนั้น ก็ต้องจัดอยู่ที่อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลา ฉะนั้นทั้งหมด

ฉะนั้นในคำใดก็ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส คำนั้นเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง
คือคำว่ารูปใดๆ ไม่ได้หมายเฉพาะอันใดอันหนึ่ง หมายรูปทั้งหมด
แม้แต่รูปพระองค์เอง  รูปพรหม  รูปเทพ และสิ่งที่เป็นพรหม เทพ เนรมิตขึ้นก็ตาม
สิ่งทั้งหมดนั้น ที่เรียกว่ารูป ที่เป็นวัตถุ ที่เป็นภูตรูป มหาภูตรูปชนิดหยาบ ชนิดละเอียด
หรือชนิดอยู่ในโลกนี้ หรืออยู่ในโลกทิพย์ก็ตาม มีรัศมีรุ่งเรื่องก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น
อันมารสรรเสริญ คือมารบอกว่าดี  มารบอกว่าชอบ  มารบอกว่าเป็นของดีในปรโลก และในปัจจุบัน
หรือ ทิฐธรรม ที่เรียกว่าทิฐธรรมของมาร มารจะต้องสรรเสริญในรูป  ในเวทนา  ในสัญญา  ในสังขาร  ในวิญญาน สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ว่าเป็นสิ่งที่เจริญรุ่งเรือง ในบรรดามารทั้งหลาย ที่เข้าไปสู่ภาวะผู้คน
อย่างเช่น เล่มที่ 24 หน้า 401 ขึ้นต้นด้วนคำว่า......


ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
คือไปกล่าวอยู่ต่อหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
สัตว์เหล่าใด ขวนขวาย ในความเกลียดบาปด้วยตบะ คือพยายามบำเพ็ญอย่างมาก
รักษาความสงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้นย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้.
คือ สรรเสริญ ผู้คนหรือสัตว์ให้มีความพากเพียรบำเพ็ญไปสู่เทวโลก เป็นผู้สั่งสอนโดยชอบ
แต่ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่สั่งสอนเพื่อเทวโลก สั่งสอนเพื่อนิพพาน เพื่อความดับสนิท เพื่อความดับรอบ
เพื่อความดับจิตโดยไม่เหลือ


ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ
คือไม่ใช่ เวฏัมพรีเทพบุตร  ถ้าเป็นเวฏัมพรีเทพบุตรจะต้องไม่กล่าวคำนี้กับพระศาสดา
จึงได้ตรัสคาถาตอบมารผู้มีบาปว่าพระศาสดาจึงกล่าวคำตอบ  คาถาแปลว่าคำตอบ
รูปใด ๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่นและจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที่
รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อ เพื่อฆ่าปลา
คำนวณคำของพระศาสดานั้น ในบรรดาผู้เห็นว่ารูปมีความประเสริญ มีความดี ด้วยประการต่างๆ
มีพระบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสแล้วเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง แต่ตัวเขาเองทำรูปขาย



-------------------------------------------------------
แปลความหมายบางคำ จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒

ภูตรูป  [พูตะรูบ] น. รูปที่เกิดแล้ว ได้แก่ ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน นํ้า ไฟ ลม ซึ่ง คุมกันเข้าเป็นมนุษย์และสัตว์. (ป., ส.).
ทิฐธรรม (แบบ) น. ภพนี้, ชาตินี้. (ป. ทิฏฺ?ธมฺม).
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 20, 2010, 05:02:23 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »

wshop773

Re: เรื่องน่ารู้จากโรงถวายจังหัน เช้า 16 ธันวาคม 2553
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2010, 06:11:10 PM »
"อะไรคือเงิน"
หลวงปู่ถาม : พระพุทธเจ้าตรัสห้ามรับ รูปิยะ กหาปณะ หรือสิ่งซื้อขาย
ไอ้ที่ซื้อขายกันนะ สิ่งที่ใช้ซื้อขายกันนะ  ไอ้ที่ใช้ซื้อสิ่งของกันได้  จะต้องคิดมากมั้ยว่าอะไรคือเงิน
แม้แต่บอกว่า เอายางไม้ เอาครั่ง เอาพวกเนี้ยมาหลอมแล้วอัดลงไปในกระบอกใดกระบอกหนึ่ง
เอาที่มีตรากดทับออกมาเป็นตราที่พระเจ้าแผ่นดินเขาตีตราออกมาเพื่อใช้ซื้อของ ยางไม้นั้นก็เงิน 
เอากาบห้อยมา ขัด ๆ ให้เรียบร้อย แล้วก็เอาตราของพระราชานั่น ตราให้มีลายนั้นอยู่ กาบหอยเอาไปซื้อของได้ ถือว่าเงินมั้ยนั่น
"เขาบอกว่า กระดาษทุกวันนี้ ท่านเษมบอกว่าเงินได้ยังไง กระดาษชัดๆ"     กระดาษ เขาตีตราพิมพ์ เรียกว่าเงิน



เล่ม 7 หน้า 161

พระพุทธานุญาตมหาประเทศ ๔
[๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดความรังเกียจในพระบัญญัติบางสิ่งบางอย่างว่า สิ่งใดหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้
สิ่งใดไม่ได้ทรงอนุญาต จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระมีพระภาคเจ้า.


วัตถุเป็นกัปปิยะและอกัปปิยะ

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสประทานสำหรับอ้าง ๔ ข้อ ดังต่อไปนี้.
๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้น ไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.
๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.
๓. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย.
๔. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควรหากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย.

หลวงปู่อธิบาย :   ไม่ได้บอกเลยว่า ถ้าประเทศชาติเขาหมุนไปขี่เครื่องบินพระก็เอาเงินไปซื้อตั๋วได้ .....ไม่มี 
และไม่ได้บอกไว้ว่า หากยุคใดเขาใช้เงินค่ารถ ก็จงพากันเก็บเงินไว้ใช้ค่ารถ 
หากยุคใดเขาใช้ค่าเล่าเรียน ศิลปวิทยา เธอทั้งหลายจงพากันเก็บสตางค์ ไว้ใช้ค่าศิลปวิทยาเถิด  ....ไม่เคยมี