ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

คำถาม - คำตอบ จากการแจกเอกสารหยุด! ทำร้ายพระพุทธศาสนา

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dr.Tik

กระทู้นี้เป็นการสรุปคำถาม - คำตอบต่างๆ ที่พบบ่อยจากการทำกิจกรรมแจกเอกสารธรรมะ
หยุด! ทำร้ายพระพุทธศาสนา หยุด! ถวายเงินทองแก่พระภิกษุสามเณร โดยคุณวิสันต์ เทียมเกรียงไกร
และได้ส่งให้ทางวัดสามแยกตรวจสอบเพื่อแก้ไขเพิ่มเิติมข้อความต่างๆ ตามความเหมาะสมก่อนที่จะนำมาโพสต์แล้ว

คำตอบต่างๆ ในกระทู้นี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการตอบคำถามเท่านั้น ผู้ใดที่ไปแจกเอกสารธรรมะฯ
มีความรู้และมีปฏิภาณโวหารในการอธิบายขยายความต่อออกไปอีก เพื่อให้ผู้ฟังได้เกิดความรู้ ความเข้าใจ
ยิ่งๆ ขึ้นไป ก็อธิบายขยายความออกไปได้เต็มที่เลยค่ะ





คำถามที่พบบ่อยจากการทำกิจกรรม
แจกเอกสารธรรมะ หยุดทำร้ายพระพุทธศาสนา


ดาวน์โหลดคำถามคำตอบทั้งหมด คลิกที่นี่

ถาม  พวกคุณเป็นใครมาจากไหน ?

ตอบ   พวกเราเรียกตัวเองว่ากลุ่มอุบาสกอุบาสิกาผู้รักษาและเปิดเผยพระธรรมวินัย
ได้นัดหมายกันมาทำงานนี้ ต่างคนต่างมาเพื่อประกาศคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง
บางคนทำงานบริษัท บางคนทำอาชีพส่วนตัว มีพระอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำ
อยู่วัดสามแยก อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์  ชื่อหลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโลครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 09, 2010, 06:07:46 PM โดย piyawan »

Dr.Tik




ถาม  ให้เงินพระผิดตรงไหน ?

ตอบ  ผิดตามพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติห้ามเอาไว้แล้ว และมีหลักฐานปรากฏ
อยู่ในพระไตรปิฎก เอาแค่ในประเทศไทยนะครับ ก็มีหลักฐานปรากฏอยู่ทุกฉบับและทุกสำนักพิมพ์ครับ 
ในที่นี้จะยกตัวอย่างจากพระไตรปิฎกชุด 91 เล่ม  พิมพ์โดยมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 3 หน้า 940 ว่า

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้
อนึ่ง  ภิกษุใด  รับก็ดี  ให้รับก็ดี  ซึ่งทอง  เงิน  หรือยินดีทอง  เงิน  อันเขาเก็บไว้ให้ 
เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.”


คำว่า นิสสัคคิยปาจิตตีย์  เป็นชื่ออาบัติของพระประเภทหนึ่ง แต่โดยมากแล้วพวกเราจะรู้จักและคุ้นเคย
กับคำว่า อาบัติปาราชิกหรืออาบัติสังฆาทิเสสมากกว่าครับ แต่อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์นี้ก็มีความสำคัญมาก
ถ้าได้ล่วงละเมิดไปก็มีโทษมากเช่นกันครับ


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


เงิน - ทองไม่ควรถวายภิกษุ         เล่ม 3  หน้า  940
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=214.0

ความเห็นของคัมลัมนิสต์ต่อพระในปัจจุบัน (น่าอ่านนะ)
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1345.0

กฎพระสงฆ์ (ปราบพระชั่ว) ฉบับ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=2019.0

วิธีปฏิบัติของผู้นำเงินและทองมาบำรุงวัด (ที่วัดสามแยก)
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1592.0

วัดสามแยกไม่รับเงินบริจาคของภิกษุ ,สามเณร, ชี
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1383.0

ประโยคยอดฮิต "พระพุทธเจ้าให้อนุโลม"
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1767.0

อัตรา..."เงินเดือนพระ" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1719.0

ข่าวพระ จากมติชน 5-6 ตค 2551และ คอลัมน์วิจารณ์
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1346.0


Dr.Tik



ถาม พระต้องอาบัติ  ก็ปลงได้ไม่ใช่หรือ ?

ตอบ   ถูกต้องครับ แต่คำว่า  นิสสัคคิยปาจิตตีย์  จะปลงอาบัติหรือแสดงอาบัติ
แค่การกล่าวอย่างเดียวไม่ได้ เหมือนกับอาบัติสังฆาทิเสส พระที่ละเมิดจะพ้นผิดได้ต้องอยู่ปาริวาสกรรมก่อน
นิสสัคคิยปาจิตตีย์จะพ้นอาบัติได้ต้องสละสิ่งของที่ผิดที่มีอยู่ในครอบครองนั้นก่อน เช่น เมื่อรับเงินรับทองมาแล้ว
ถ้าต้องการจะพ้นผิด ก็ต้องสละเงินหรือทองออกไปให้พ้นอย่างเด็ดขาด คือ จะต้องไม่เกี่ยวข้องกับเงินกับทองนั้นเลย 
และไม่ใช่สละโดยการเอาไปซื้อของ หรือเอาไปฝากธนาคาร  ถ้าอย่างนี้ก็ยังต้องอาบัติอยู่เช่นเดิม เพราะสิกขาบทนี้
พระพุทธเจ้าห้ามรับ ห้ามยินดีในเงินทองด้วย และต้องทำความเข้าใจต่ออีกว่าการแสดงอาบัติของพระนั้น
ก็เพื่อประกาศความผิดของตนเองว่าได้ทำผิดอะไรไป จะต้องสำรวมระวังไม่ทำความผิดเช่นนั้นขึ้นมาอีก
แต่พระในปัจจุบันก็บอกว่าปลงอาบัติ หรือแสดงอาบัติกันทุกวัน แต่ก็ยังทำผิดกันทุกๆ วัน เช่นยังรับเงินกันทุกวันเป็นต้น
แบบนี้ไม่ใช่การปลงอาบัติล่ะครับ แต่เป็นการต้องอาบัติมากขึ้นๆ และมีบาปมากขึ้นทุกวันๆ  อย่างน้อยๆ บาปที่เพิ่มขึ้น
มาอีกอย่างก็คือ การโกหกซ้ำแล้วซ้ำอีกครับ


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


อยากทราบเกี่ยวกับความหมายของอาบัติ
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1180.0

บอกว่าตนเองเป็นพระ (แต่ไม่ใช่พระ)
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=214.20

ภิกษุจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรักษาพระวินัย
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=214.msg4056#msg4056

Dr.Tik



ถาม  ก็ทำกันเป็นประเพณีมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแล้ว ?

ตอบ   ก็ลองคิดเปรียบเทียบดู ว่าประเพณีสงกรานต์ที่เราคุ้นเคย
ปู่ ย่า ตา ยาย ก็ใช้น้ำรดเพื่อขอพรผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันก็เอาแป้งมาเล่นแทนน้ำ แล้วกลายเป็นว่า
ประเพณีสงกรานต์ คือการปะแป้งกัน จนคนรุ่นใหม่ยอมรับกันว่า สงกรานต์ นอกจากเล่นน้ำแล้ว ต้องเล่นแป้งด้วย
ลองถามปู่ย่าตายายดู ท่านก็จะบอกว่าพวกนี้ทำผิดเพี้ยนประเพณีไปแล้ว  เหมือนกันกับประเพณีที่ปู่ย่าตายาย
เราทำบุญตักบาตร  ด้วยข้าว ด้วยน้ำ แต่เราก็มาเติมเงินลงไป จนกลายเป็นว่าทำบุญตักบาตรต้องใส่เงินไปด้วย
กลายเป็นที่ยอมรับว่านี่คือสิ่งถูกต้อง ถ้าย้อนไปถามบรรพบุรุษของเรา ท่านก็จะบอกว่าลูกหลานพวกนี้ทำผิดเพี้ยน
ไปแล้วเหมือนกัน และประเพณีปฏิบัติที่จะทำให้เกิดบุญกุศลอันถูกต้องดีงามตามแบบฉบับของพระพุทธศาสนา
ก็ไม่ได้มีเงินมีทองเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระแต่อย่างใด  เช่นบรรพบุรุษของพวกเราชาวพุทธที่เป็นนายบ้าน
(ปัจจุบันหมายถึง กำนัน หรือ ผู้ใหญ่บ้าน ) ชื่อ มณีจูฬกะ ได้ถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องเงินทองเป็นตัวอย่างไว้แล้ว
เพื่อให้พระองค์ยืนยันว่าพระภิกษุสามเณรรับทองและเงินไม่ได้ ไม่ว่าจะรับด้วยกาย วาจา หรือใจก็ตาม
อ้างอิงหลักฐานจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 9 หน้า 536  ว่า

“ดูก่อนนายบ้าน  ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรโดยแท้ 
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน  สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน
สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวางเสียแล้ว ปราศจากทองและเงิน”


เห็นหรือยังว่าพระพุทธเจ้าท่านชี้ขาดไว้ว่า พระอย่ารับ อย่ายินดีทองเงิน และบอกโยมว่าพระภิกษุ
ที่ถูกต้องในพระพุทธศาสนาเป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกจริงๆ นั้น ต้องไม่ยินดี ไม่รับทองและเงิน
แม้พระพุทธเจ้าจะตรัสคำสอนเรื่องนี้ไว้ต่างที่ ต่างเวลากับเรื่องบัญญัติพระวินัย แต่คำตรัสของพระองค์
ทั้งสองครั้งนี้สอดคล้องต้องกัน คือ สรุปได้ว่าห้ามพระภิกษุยุ่งเกี่ยวกับทองและเงินไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


การละศาสดาต้นแล้วถือศาสดาหลัง (สุทธัฏฐก) เล่ม 65  หน้า 502  บรรทัด 18
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1173.msg10818#msg10818


Dr.Tik


ถาม ห้ามถวายเงินพระอย่างนี้แล้วศาสนาจะเจริญได้อย่างไร ?

ตอบ  พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองไม่ได้อยู่ที่วัตถุเลยครับ จำพวกโบสถ์ ศาลา วิหาร กุฏิ
เหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในปัจจัยหลัก 4 ประเภทเท่านั้นเอง แต่พระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น
สำคัญที่สุดครับสำหรับพระพุทธศาสนา เพราะพระพุทธศาสนา แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าครับ  ดังนั้น
คำสอนของพระพุทธเจ้าจะเจริญรุ่งเรืองต้องอยู่ที่ชาวพุทธได้ศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องต่างหาก 
อ้างอิงจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 13  หน้า 421 ว่า
 
จริงอยู่  วิหารพันแห่ง เช่น มหาวิหาร  เจดีย์พันเจดีย์ เช่น มหาเจดีย์ ก็ดำรงพระศาสนาไว้ไม่ได้.
บุญผู้ใดทำไว้  ก็เป็นของผู้นั้นผู้เดียว. ส่วนสัมมาปฏิบัติ ชื่อว่าเป็นบูชาที่สมควรแก่พระตถาคต.
เป็นความจริง  ปฏิบัติบูชานั้นชื่อว่าดำรงอยู่แล้ว  สามารถดำรงพระศาสนาไว้ได้ด้วย


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ช่วยกันประกาศพระธรรมของพระพุทธเจ้า
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1802.0


Dr.Tik



ถาม ก็ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทำแล้วสบายใจไม่เดือดร้อนก็พอแล้ว ?

ตอบ  ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนครับ ลองเปรียบเทียบดูว่า คนพวกที่ร่ำรวยแต่ติดยาเสพติดเช่นโคเคน เฮโรอีน
คนพวกนี้เขาก็เสพแล้วสบายใจไม่เดือดร้อนเหมือนกัน แต่ก็มีคำถามต่อว่า ตามทำนองคลองธรรมอันถูกต้องแล้ว
คนพวกนี้ทำถูกหรือผิด และต้องคิดต่อไปอีกว่า การทำแล้วไม่เดือดร้อนนั้น มันไม่ได้สิ้นสุดแค่วันนี้ พรุ่งนี้ หรือชาตินี้
แต่เรายังมีชาติหน้าและชาติต่อๆ ไปอีก การที่เรานำเงินถวายพระนั้น เท่ากับเราสนับสนุนให้พระทำผิดศีลและมีส่วนร่วม
ในการเหยียบย่ำทำลายพระธรรมวินัย เพราะการห้ามรับทองและเงินนั้น เป็นศีลข้อหนึ่งในศีล 227 ข้อ ที่เป็นประธานศีลของพระ
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 11 หน้า 310  ว่า   
       
“เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน  แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง”

พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติห้าม แสดงว่าท่านเล็งเห็นโทษ และโทษของการละเมิดศีล ย่อมมีนรกเป็นที่ไป
ผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นทำผิดก็ย่อมได้รับโทษนั้นด้วย  และสถานที่อย่างนรกจะเรียกว่าเป็นสถานที่ที่ทำให้เดือดร้อนได้หรือไม่
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าแม่อุ้มลูกน้อยเข้าไปขโมยนม1 กล่องในร้านค้า ด้วยเจตนาอยากให้ลูกได้มีนมกิน  มีเจตนาดี
อยากให้ลูกอิ่ม ถามว่าผิดไหมที่ไปขโมยนม ก็ต้องผิดแน่นอน ผลที่ได้รับคือ จากเจตนาดีลูกได้กินนม 1 กล่อง
ผลที่ได้รับอีกอย่างคือ เจ้าของร้านแจ้งตำรวจจับข้อหาลักทรัพย์ ก็อาจจะต้องไปนอนในห้องขัง 1 คืน แทนการเสียเงินค่าปรับ
อย่างนี้เราจะบอกว่า เราบริสุทธิ์ใจ เจตนาดี แล้วจะขอรับผลที่ดีอย่างเดียวจะได้หรือไม่ ธรรมชาติย่อมไม่ละเว้นโทษแน่นอน
หากมีผลของการกระทำเกิดขึ้น 2 อย่าง ทั้งดีและไม่ดี เราก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น 2 อย่างแน่นอนเช่นกัน

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ใส่บาตรพระตอนเช้าด้วยเงินจะบาปหรือไม่
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=759.msg8632#msg8632


Dr.Tik



ถาม  ถ้าอย่างนั้นเราก็ถวายข้าวและน้ำ ก็พอใช่ไหม ?

ตอบ  ก็ถูกนะ แต่แค่นี้ยังไม่พอ เพราะการดำรงชีวิตของพระแค่ข้าวกับน้ำไม่เพียงพอแน่ท่านต้องมีเครื่องนุ่งห่ม
มียารักษาโรค มีที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่าปัจจัย 4 ดังนั้นเราต้องส่งเสริมให้ท่านดำรงชีวิตอยู่ในสมณะเพศ
ด้วยการถวายสิ่งของที่จำเป็นต่างๆ แก่ท่านอย่างถูกต้องและเหมาะสม นอกจากนี้เราต้องพิจารณาพระด้วยว่า
พระภิกษุที่เราจะสนับสนุนท่านด้วยข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น  ท่านเป็นผู้ทรงศีลหรือไม่  ถ้าหากท่านเป็นพระผู้ทุศีล
หรือละเมิดศีล เราสนับสนุนท่านก็ไม่ได้บุญนะ  มีตัวอย่างจากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย
เล่ม 23 หน้า  409  ว่า   

“ได้ยินว่า นายพรานนั้นเมื่อให้ทักขิณา(ของทำบุญ) อุทิศถึงผู้ตายได้ให้แก่ภิกษุผู้ทุศีล (ละเมิดศีล) รูปหนึ่งนั้นแลถึง ๓ ครั้ง.
ในครั้งที่ ๓ อมนุษย์ร้องขึ้นว่า ผู้ทุศีลปล้นฉันดังนี้. ในเวลาที่พรานนั้นถวายแก่ภิกษุผู้มีศีลรูปหนึ่งมาถึง ผลของทักขิณาก็ถึงแก่เขา.”


ดังนั้น เมื่อเราจะทำบุญกับพระก็ต้องพิจารณาให้ดีเพื่อประโยชน์คือบุญกุศลของเราเอง เราต้องให้สิ่งของที่ถูกต้อง
ตามพระวินัยแก่พระเท่านั้น และที่ชาวพุทธเรามักจะทำบาปกันแล้วคิดว่าได้บุญ เช่น การถวายเงินทอง การถวายข้าวสาร
อาหารแห้งที่ไม่สามารถบริโภคได้ทันที หรือที่ชาวพุทธนิยมทำบาปกันอีกอย่างคือ ไถ่ชีวิตโคกระบือ (วัว,ควาย)
แล้วเอาโคกระบือไปถวายพระ อย่างนี้ก็ผิดพระวินัยเช่นกัน
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 11 หน้า 311 ว่า

“เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหาร (ข้าว) ดิบ , เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้าและลา”
แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


ทำบุญกับพระหรือนักบวชทุศีล..ไม่ได้บุญ,ไม่ต้องเกรงใจภิกษุชั่ว
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=211.msg2985#msg2985

ความจริงกรณีติดป้ายฯ ของ พระเกษม อาจิณฺณสีโล ตอน ให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าว (ต่อ)
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=2204.msg17308#msg17308

การไถ่ชีวิตโค
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=231.0

Dr.Tik




ถาม  พระไตรปิฎกเชื่อถือได้แค่ไหน ?

ตอบ  พระไตรปิฎก คือแหล่งรวบรวมพระธรรม พระวินัย ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงและ บัญญัติไว้แล้ว
หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาและปฏิสัมภิทา 500 รูป ได้ทำสังคายนาหรือ
การรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าและจัดไว้ให้เป็นหมวดหมู่ คือหมวดวินัยปิฎก หมวดสุตตันตปิฎกและหมวดอภิธรรมปิฎก
เรียกให้สั้นและง่ายว่าไตรปิฎกหรือติปิฎก เรื่องราวของพระพุทธศาสนาทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเราได้เรียนรู้กันมานั้นล้วนแล้วแต่
นำมาจากพระไตรปิฎกทั้งนั้นเลย เช่นประวัติของพระพุทธเจ้า ศีล 5 ของโยม ศีล 10 ของสามเณร  ศีล 227 ที่เป็นประธานศีล
ของพระภิกษุ หรือคำว่าบุญคุณบิดามารดา บุญ  บาป นรก สวรรค์ ทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  คำว่ากิเลส  ตัณหา ราคะ โทสะ
โมหะ อวิชชาเป็นต้น ก็มาจากพระไตรปิฎกนี้แหละ  รวมถึงการบวช  วิธีการบวชเป็นภิกษุ ก็มีแหล่งกำเนิดมาจากพระไตรปิฎกทั้งสิ้น
นี่คือสิ่งที่พวกเราคุ้นเคยและยอมรับกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว  ก็เท่ากับว่าเรายอมรับพระไตรปิฎกไปในแล้วนั่นเอง เพียงแต่พวกเรา
ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาจากแหล่งอื่นๆ มากกว่าพระไตรปิฎก  จึงทำให้พวกเราเหินห่างจากคำว่า “พระไตรปิฎก” ไปบ้าง ก็เท่านั้นเอง


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


พระไตรปิฎก
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=217.0

ความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท

http://www.samyaek.com/pratripidok/index.php?topic=8.msg8#msg8


Dr.Tik



ถาม  ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว  ก็ต้องปรับไปตามยุคตามสมัย ?

ตอบ ไม่ว่าจะยุคสมัยโบราณอย่างพระพุทธเจ้าหรือยุคสมัยของพวกเรานี้ก็ตาม  ไฟก็ยังร้อน ฝนก็ยังเย็น
เกลือก็ยังเค็ม น้ำตาลก็ยังหวานเหมือนเดิม มนุษย์เกิดมาแล้ว ก็ต้องแก่ เจ็บ ตายไปเหมือนเดิม ธรรมชาตินี้ไม่ขึ้นไม่ลง
ตามยุคสมัยกับใคร การกระทำใดที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าบาปก็บาปแน่นอน ตรัสว่าบุญก็บุญแน่นอน ผู้ใดอยากจะเจริญ
ก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ได้  เพราะพระพุทธเจ้าคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่ขึ้นกับยุคสมัยใดๆ  เรื่องนี้พวกเราก็ต้องได้กล่าวคำสวดกันเป็นประจำอยู่แล้ว หรือพวกเราต้องเคยได้ประกาศ
หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินคำว่า

“สวากขาโต  ภควตาธัมโม   สันทิฎฐิโก   อกาลิโก   เอหิปัสสิโก..." 
แปลว่า ธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว  ไม่ประกอบด้วยกาลเวลาใดๆ ทั้งสิ้น อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นได้เอง.


พระธรรม พระวินัยของพระพุทธเจ้าถือเป็นพุทธธรรมนูญของชาวพุทธทุกคน เสมือนกับเราคนไทยทุกคนอยู่ภายใต้
กฎหมายรัฐธรรมนูญของไทย หากแต่รัฐธรรมนูญนั้นสามารถปรับหรือเปลี่ยนแปลงได้เสมอและประเทศเราก็เปลี่ยน
รัฐธรรมนูญกันมาแล้วหลายฉบับ แต่พุทธธรรมนูญนั้นแก้ไขไม่ได้เพราะถูกบัญญัติขึ้นมาโดยผู้รู้แจ้งเห็นจริงแจ่มแจ้ง
ชัดเจนอย่างพระพุทธเจ้า โดยนักปราชญ์บัณฑิตผู้มีความรู้ดีทั้งหลายคัดค้านไม่ได้เลย เพราะพระองค์ทรงบัญญัติพระธรรมวินัย
ตรงตามหลักของธรรมชาติทุกประการ และก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน พระองค์ก็ได้บัญญัติพระธรรมวินัยไว้ให้พวกเรา
อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นถ้าใครคิดจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงพุทธธรรมนูญหรือพระไตรปิฎก ก็ต้องถามกลับว่า
เมื่อแก้แล้วใครจะเป็นผู้รับรองให้ เพราะพระพุทธเจ้าก็ปรินิพพานไปนานแล้ว

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

คำแถลงการณ์เปิดคดีของพระเกษม อาจิณฺณสีโล
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=2178.msg17194#msg17194


Dr.Tik



ถาม  พระพุทธเจ้าท่านให้พระภิกษุทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา
การรับเงินก็เพื่อเป็นค่ารถ ค่าเดินทางเพื่อไปเผยแผ่พระศาสนา ?

ตอบ  อันนั้นมันเป็นข้ออ้างของผู้ที่จะทำผิดเพื่อให้ตนเองสบายใจ ถ้าหากมีพระองค์หนึ่ง บอกว่า เดี๋ยวนี้ประชาชน
ไม่ค่อยมีเวลาต้องทำงานตั้งแต่เช้าถึงเย็น ค่ำๆ ถึงจะมีโอกาสเข้าวัดเพื่อไปฟังเทศน์ฟังธรรม และพระองค์นั้นอ้างว่า
ต้องทำหน้าที่เผยแผ่พระธรรมคำสอน ขอกินข้าวมื้อเย็นเพื่อจะได้มีพละกำลังในการเผยแผ่ หรือบางองค์อาจจะบอกว่า
อาตมามีหน้าที่เผยแพร่พระธรรมคำสอน แต่อาตมาคิดอะไรไม่ค่อยออก เพราะถูกความกำหนัดบีบคั้น จึงขอมีภรรยา
เพื่อปลดปล่อยความกำหนัดให้สมองแจ่มใส จะได้มีไหวพริบปฏิภาณสั่งสอนธรรมะให้แก่ญาติโยม 
อย่างนี้เราจะยอมรับกันได้หรือไม่ เพราะพวกเราก็รับรู้กันโดยทั่วไปว่า พระห้ามมีเพศสัมพันธ์ทั้งกับชายและหญิง
พระห้ามกินข้าวมื้อเย็น แต่พวกเราไม่รู้ว่า ทองและเงินก็เป็นของต้องห้ามสำหรับพระ  หรือบางท่านอาจจะรู้ 
แต่ก็ถูกพระสั่งสอนผิดๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถวายได้  เป็นบุญ” พวกเราก็ถวายให้ด้วยความศรัทธาแต่ขาดปัญญาไตร่ตรอง
เพราะไม่ได้ศึกษาพระธรรมวินัยให้ทั่วถึง ทั้งๆ ที่การมีเพศสัมพันธ์,การรับเงินทอง,การกินข้าวมื้อเย็น ก็เป็นข้อห้าม
อยู่ในศีล 227 ข้อนั่นเอง ถ้าหากพระรับเงินรับทองได้ ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิด การมีเพศสัมพันธ์และการกินข้าวเย็นก็ต้องไม่ผิดด้วย

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ศีล 227..
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=761.msg8534#msg8534

การถวายภัตราหารแด่พระสงฆ์ในมื้อเย็น
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=580.0


Dr.Tik



ถาม  พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ไม่ใช่เหรอ ?

ตอบ  จริงอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เช่นนั้นจริง
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 13 หน้า 321 ว่า

“ดูก่อนอานนท์  ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้าง
จงถอนเถิด  โดยล่วงไปแห่งเรา”


แต่เรื่องการถอดถอนสิกขาบทเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่ว่าพระองค์ใดคิดจะถอดถอนสิกขาบทไหนก็ทำกันได้
ตามความชอบใจ พระพุทธเจ้าท่านยกให้คณะสงฆ์เป็นใหญ่ อย่างประเทศไทยนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาท
ก็ต้องประกาศและประชุมกันให้ทั่วถึงว่าจะมีการถอดถอนสิกขาบทข้อนั้นข้อนี้ ถ้าสงฆ์ทั้งหมดในนิกายเถรวาทเห็นพ้อง
ต้องกันก็สามารถถอดถอนได้ แต่ว่าเรื่องการถอดถอนสิกขาบทนี้พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญาทั้ง 500 รูปได้ประชุมปรึกษากัน
ตั้งแต่การทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่หนึ่งแล้ว และเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนจากพระโอษฐ์
ของพระพุทธเจ้าว่าสิกขาบทใดที่นับว่าเป็นสิกขาบทเล็กน้อย เพราะพระอานนท์ก็ลืมถามพระพุทธเจ้าเพิ่มเติมในข้อนี้
คณะสงฆ์ที่เป็นตัวแทนในการทำสังคายนาในครั้งนั้นได้ยกเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมและมีมติเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ควรถอดถอน
สิกขาบทเล็กน้อยใดๆ ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้ว 
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 9 หน้า 516 - 518 ว่า
 
เรื่องไม่บัญญัติและไม่ถอนพระบัญญัติ
ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่าดังนี้
ท่านทั้งหลายขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า  สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์มีอยู่ 
แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร  สิ่งนี้ไม่ควร
ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย  จักมีผู้กล่าวว่า  พระสมณะโคดมบัญญัติสิกขาบท
แก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วคราว   พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด 
สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น  เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว   
พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้    ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆถึงที่แล้ว 
สงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติ  ไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว  พึงสมาทานประพฤติ
ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้ว  นี้เป็นญัตติ.


นอกจากนี้คณะสงฆ์ที่ร่วมกันทำสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งแรกนั้นถือเป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
และเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าสามารถรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ตรงตามบทบัญญัติดั้งเดิม
ได้บริบูรณ์ที่สุด ซึ่งพวกเราชาวพุทธควรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง และคณะสงฆ์ไทยทั่วประเทศก็ได้ยึดถือแนวทางของเถรวาท
นี่แหละเป็นแบบแผนในการนับถือพระพุทธศาสนาสืบมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ในการทำสังคายนาครั้งต่อมาอีกหลายครั้ง
ทั้งที่ทำในประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย หรือพม่าก็ตาม ไม่มีการยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาในที่ประชุมของการทำสังคายนาอีกเลย
เพราะคณะสงฆ์ผู้ทรงความรู้ความสามารถในการทำสังคายนาครั้งต่อๆ มาเคารพและยึดถือว่าคณะสงฆ์ที่ทำสังคายนาครั้งแรก
ได้จัดทำเอาไว้ถูกต้องตามธรรมดีแล้ว ดังนั้น ภิกษุคณะใดๆ ก็ตามถ้าจะรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาทำใหม่ก็จะต้องอาบัติหมวดปาจิตตีย์
ข้อที่ 63 จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 4 หน้า 690 ว่า
 
อนึ่ง  ภิกษุใด  รู้อยู่  ฟื้นอธิกรณ์ (ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นและจะต้องจัดการให้เรียบร้อย)
ที่ทำเสร็จแล้วตามธรรม  เพื่อทำอีก  เป็นปาจิตตีย์.


 หรือหากจะพิจารณาแบบง่ายๆ ถ้าบอกว่าเรื่อง การรับเงินรับทองเป็นอาบัติเล็กน้อย  ให้ถอนได้
ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการรับเงินรับทองของพระนั้นต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์  ซึ่งมีโทษมากกว่าอาบัติปาจิตตีย์ 
หากถอนเรื่องนี้ได้  ต่อไปเราคงได้เห็นการถอดถอนสิกขาบทข้อห้ามไม่ให้พระกินข้าวเย็น ไม่ให้พระกินเหล้า
ไม่ให้พระฆ่าสัตว์ ไม่ให้พระพูดโกหกได้เหมือนกัน เพราะเป็นการละเมิดแค่อาบัติปาจิตตีย์  ซึ่งเป็นอาบัติที่มีโทษน้อยกว่า
นิสสัคคิยปาจิตตีย์เสียอีก

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ประโยคยอดฮิต "พระพุทธเจ้าให้อนุโลม"
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1767.0


Dr.Tik



ถาม  แล้วพระจะอยู่อย่างไร  ค่าน้ำค่าไฟล่ะ ?

ตอบ  เรื่องนี้ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนวัด  ทายก หรือ ไวยาวัจกร ต้องเป็นผู้จัดการให้
เพราะถ้าให้พระไปจัดการเอง พระก็เป็นอาบัติอีก พระต้องทำผิดทั้งข้อห้ามรับเงินรับทอง
ผิดทั้งข้อห้ามทำการซื้อการขาย เมื่อเอาเงินไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ก็คือ การซื้อน้ำ
ซื้อไฟ หรือซื้อบริการโทรศัพท์
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัย เล่ม 3 หน้า 959 ว่า 

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้
อนึ่ง ภิกษุใด ถึงความซื้อขายด้วยรูปิยะ (เงินตรา) มีประการต่างๆ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

บิดาบวชเป็นพระ  โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายพระเดือนละพันบาท บาปมั้ยคะ
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=1772.msg15316#msg15316

การบริจาคเงินใส่ตู้ในวัด
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=626.msg7441#msg7441

Dr.Tik



ถาม  พระต้องเดินทางไปเรียนบาลีอีกวัดหนึ่งจะทำอย่างไร ?

ตอบ ถ้าท่านจะเดินทางไปศึกษาด้วยเจตนาที่จะทรงไว้ซึ่งภาษาอันเป็นต้นแบบของพระพุทธศาสนา
และการเดินทางเป็นไปด้วยความลำบาก ก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนวัด หรืออุบาสก อุบาสิกา ที่จะช่วยกันคิดอ่าน
ให้ท่านได้เดินทางไปศึกษาบาลีด้วยความสะดวกโดยไม่ผิดพระธรรมวินัย หรือสิ่งที่ท่านจะเดินทางไปศึกษานั้น
เป็นการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ก็เป็นเรื่องที่อุบาสก อุบาสิกาต้องส่งเสริมสนับสนุน  
เพราะพระพุทธศาสนาจะดำรงรุ่งเรืองอยู่ในโลกได้ก็ต้องประกอบด้วยนักบวชและฆราวาสช่วยส่งเสริมและสนับสนุน
ซึ่งกันและกันตามระเบียบวิธีการที่พระพุทธเจ้าได้ชี้แนะเอาไว้แล้วในพระไตรปิฎก แต่ทั้งนี้ สิ่งแรกที่บรรดานักบวช
ต้องเรียนรู้อย่างเร่งด่วนก็คือเรื่องศีล  คือถ้าเป็นสามเณรต้องศึกษาศีล 10 และมารยาทต่างๆ ของการเป็นนักบวช  
ถ้าเป็นพระต้องศึกษาศีล 227 ข้อเป็นเบื้องต้น นี่คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ก่อน เมื่อเรียนรู้และเข้าใจแล้วว่าศีลที่ตนเองจะต้องรักษานั้น
มีอะไรและต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง พระเณรท่านก็จะเข้าใจเองว่า การเดินทางเพื่อไปศึกษาที่สำนักอื่นนั้น จะต้องมีวิธีปฏิบัติ
ในการเดินทางอย่างไรให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )


ถามเรื่องการบวชพระครับ
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=357.msg4370#msg4370

มีข้อสงสัยว่าถ้าบวชเป็นพระแล้วยังจะสามารถไปเรียนที่มหาลัยทางโลกได้หรือไม่ครับ
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=251.0


Dr.Tik



ถาม  พระป่วยต้องไปหาหมอ จะเอาค่ารักษาที่ไหน ค่าเดินทางไปโรงพยาบาลอีก
พ่อแม่ป่วยก็ต้องเดินทางไปเยี่ยมอีกจะให้ทำอย่างไร ?

ตอบ   เราต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างความเป็นนักบวชกับฆราวาสอย่างพวกเราก่อน
นักบวชผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงต้องบวชโดยความเต็มใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้บังคับกดขี่
หรือล่อลวงให้ผู้ใดเข้ามาบวชในศาสนาของท่านด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ผู้จะบวชต้องสำรวจความพร้อมของตนเอง
ทั้งด้านร่างกายและจิตใจว่ามีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะดำรงตนให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้
วางเป็นแบบแผนไว้ให้ ผู้จะบวชต้องดำรงตนให้สมกับคำกล่าวที่พวกเราต้องได้สวดหรือได้ยินกันมาเป็นอย่างดีว่า
“สุปฏิปันโน  อุชุปฏิปันโน  ญายปฏิปันโน สามีจิปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ, อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชลีกรณีโย อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ” แปลว่า  ภิกษุสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี 
ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เป็นผู้ควรแก่การกราบไหว้  เป็นผู้ควรแก่การบูชา เป็นผู้ควรแก่สิ่งของทำบุญ
และเป็นเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก”
นี่คือคำจำกัดความแต่พอสังเขปของสถานะภาพภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
และพระพุทธเจ้ายังตรัสอีกว่า “ภิกษุสงฆ์สาวกของเราจะต้องไม่ละเมิดศีลที่เราบัญญัติไว้แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต”
ดังนั้น เรื่องความกังวล ความห่วงหาอาลัยทั้งหลายพระภิกษุสงฆ์ต้องไม่มี หรือแม้จะมีอยู่บ้างก็จะต้องเป็นผู้มีความอดทน
อดกลั้น เพราะตนเองได้สมัครใจประกาศตนเพื่อดำเนินไปในทางของผู้สงบระงับจากกิเลสตัณหาทั้งหลายแล้ว จะมาทำตน
เหยาะแหยะ  งอแงเหมือนพวกเราฆราวาสไม่ได้หรอก ถ้าพระภิกษุทำตัวเหมือนๆ เรา แล้วมันจะมีความแตกต่างกันตรงไหน
จะมีความน่าเคารพกราบไหว้บูชากันที่ตรงไหน แต่เมื่อกล่าวถึงความเจ็บป่วยแล้วก็มีกันทุกคน ไม่ว่าจะนักบวชหรือฆราวาส
พระพุทธเจ้าท่านก็วางแนวทางไว้ให้แล้วเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของพระภิกษุเมื่อถึงคราวเจ็บป่วย พวกเราไม่ต้องเป็นห่วงท่าน
ในเรื่องนี้หรอก ถ้าท่านบวชเข้าไปด้วยความตั้งใจดีแล้วศึกษาพระธรรมวินัยให้ละเอียดทั่วถึง ท่านจะรู้ถึงวิธีปฏิบัติตนในเรื่องต่างๆ
ของท่านเอง อีกอย่างหนึ่งชาวบ้านชาวเมืองเมื่อเขารู้ว่าท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีต่อพระธรรมวินัย เชื่อเถอะว่าเมื่อถึงคราวเจ็บป่วยจริงๆ
เขาก็จะช่วยกันอุปัฏฐากดูแลท่าน  จะไปไหนมาไหนก็จะมีผู้อำนวยความสะดวกให้สมกับคำว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว”
แน่นอนครับ หรือจะพิจารณาเปรียบเทียบง่ายๆ กับทหารหน่วยนาวิกโยธินก็ได้ หน่วยนาวิกโยธินไม่ได้บังคับ
กดขี่ให้ทหารเหล่าใดมาฝึกหลักสูตรของหน่วยฯ แต่ทหารเหล่าต่างๆ ที่จะมารับการฝึกหลักสูตรหน่วยฯ ล้วนเป็นผู้ที่มาด้วยความ
สมัครใจและตรวจสอบตนเองทั้งร่างกายและจิตใจแล้วว่ามีความพร้อมที่จะรับการฝึกของหน่วยฯ ได้ ถ้าหากมีทหารบางนายคิดอยาก
จะได้ชื่อว่าจบหลักสูตรของหน่วยนาวิกโยธินเช่นกัน แต่เห็นระเบียบหลักสูตรแล้วเข้มข้นเหลือเกิน จึงขอให้ลดความเข้มข้น
ของหลักสูตรลงมาหน่อย ข้อนั้นก็ไม่เอา ข้อนี้ก็ไม่เอา ถ้าเป็นอย่างนี้พวกเราคิดว่ามันสมควรอยู่หรือ คนที่ไม่สามารถจะปฏิบัติ
ตามหลักสูตรได้ก็ต้องถอยออกมา ให้เหลือไว้แต่ผู้มีความสามารถเพื่อให้ทหารหน่วยนาวิกโยธินเป็นทหารผู้เก่งกาจมีขีดความ
สามารถสูง เป็นที่ภาคภูมิใจเพื่อการรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติไทย พระภิกษุผู้เคี่ยวเข็ญบำเพ็ญตนให้หลุดพ้นจากกิเลส
ตัณหาตามหลักสูตรของพระธรรมวินัย ก็ไม่แตกต่างกันหรอกครับ เพียงแต่อันหนึ่งเป็นเรื่องของทางโลก อีกอันหนึ่งเป็นเรื่องทางธรรม

( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

ศีล 227..
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=761.msg8534#msg8534

การให้เงินพระที่ป่วย
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=686.0


Dr.Tik


ถาม  ถ้าทำอย่างที่ว่ามา พระก็สึกกันหมดประเทศแล้วซิ ?

ตอบ ถ้าทำถูกต้องอย่างที่ว่ามาพระจริงไม่สึกแน่นอนครับ ที่สึกก็คือพระไม่จริง สมมติว่าประเทศไทยมีแต่โจรผู้ร้าย
มีแต่การปล้นสะดมในทุกๆ ที่พวกเราคงไม่อยากอาศัยอยู่ในประเทศไทยแน่ ต้องแสวงหาประเทศใหม่ที่สงบสุขอยู่กัน
คณะสงฆ์ไทยก็เหมือนกัน ถ้าไปวัดไหนๆ ก็มีแต่พระละเมิดศีลคอยปล้นบุญชาวบ้านอยู่ร่ำไป มีแต่พระที่ปฏิบัติผิดไป
จากหลักพระธรรมวินัย การสึกทั้งหมดประเทศจะเป็นการดีแน่นอนครับ เพราะหนึ่งตัวพระเองก็เกิดผลดีคือจะไม่ได้ทำบาปมากขึ้นๆ
และสอง โยมที่ให้การสนับสนุนเรื่องข้าวปลาอาหารก็จะไม่มีบาปเพิ่มขึ้น ส่วนข้อที่สามคือ พระธรรมวินัยอันประเสริฐสูงสุด
ของพระพุทธเจ้าจะไม่เศร้าหมองเพราะมีพระละเมิดศีลเหยียบย่ำทำลายอยู่ทุกๆ วัน อีกทั้งประเทศชาติก็จะเจริญขึ้น
เพราะไม่ต้องทนแบกคนบาปให้เดินหนักแผ่นดินอยู่ทุกวันๆ พวกเราก็จะได้ทำบุญแล้วได้บุญจริงๆ เมื่อไม่มีพระละเมิดศีล
มาคอยรับการบริจาคจากเรา เราก็จะได้มุ่งทำบุญกับพ่อแม่ ญาติ เพื่อนเป็นต้น เมื่อเราทำบุญกับบุคคลเหล่านี้ได้บุญแน่นอน
ไม่ต้องหลงทำบุญกับพระละเมิดศีลแล้วได้บาปอีกต่อไป แต่ความจริงแล้วพระในประเทศไทย องค์ที่ท่านบวชด้วยความตั้งใจ
จริงที่จะศึกษาและรักษาพระธรรมวินัยก็ยังมีอยู่ ถึงแม้จะไม่มากนักก็ตาม แต่เมื่อพวกเราเหล่าฆราวาสช่วยกันศึกษาและ
ปฏิบัติให้ถูกต้อง พระที่ไม่ดีก็จะอยู่ในศาสนาไม่ได้  อันนี้ก็เป็นธรรมดาเพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว
จากพระไตรปิฎก ชุด 91 เล่ม มหามกุฏราชวิทยาลัยเล่ม 37 หน้า 328 ว่า

เธอทั้งหลายทราบบุคคลนั้นว่าเป็นอย่างไรแล้วจงพร้อมใจกันทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย   
จงกำจัดบุคคลที่เป็นดังหยากเยื่อ จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย  แต่นั้นจงนำคนแกลบ ผู้มิใช่สมณะ
แต่ยังนับว่าเป็นสมณะออกเสีย  เธอทั้งหลาย เมื่อต้องการอยู่ร่วมกับคนดีและคนไม่ดี 
ครั้นกำจัดคนที่มีความปรารถนาลามก มีอาจาระ (มารยาทที่ไม่ควร) และโคจร (ไปสถานที่ที่ไม่ควร) ลามกออกแล้ว 
จงเป็นผู้มีสติ  แต่นั้น เธอทั้งหลายเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตน จักกระทำที่สุดทุกข์ได้.


( คลิก เพื่อลิงค์ไปยังกระทู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่มีอยู่แล้วในเวป )

อายุนรก...สำหรับพระที่ผิดศีล
http://board.samyaek.com/board1/index.php?topic=179.msg2407;topicseen#msg2407

ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
http://board.samyaek.com/board1/index.php?board=14.0