ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

wshop773

เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« เมื่อ: เมษายน 10, 2007, 10:38:24 AM »
เขียนแทน  พีศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
บ้านเลขที่ 201/10 หมู่ 9 ต.หนองหาร อ.สันทราย  จ. เชียงใหม่ 50290

ผู้เสียสละแรงกายเป็นแม่ครัวประจำ ให้กับพวกเราในเวลาที่เราพาคณะผู้เดินทางไปวัดสามแยก มิได้รับค่าจ้างในการทำอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น   /\


     ชีวิตที่เริ่มต้น ข้าพเจ้าในวัยเด็ก พ่อแม่เป็นข้าราชการ มีพี่น้องรวมกัน 5 คน ตัวข้าพเจ้าเป็นพี่คนโต ความเป็นอยู่ในวัยเด็กก็ลุ่มๆ ดอน ๆ เป็นคนไม่ค่อยคิดอะไร เพียงแต่ว่ามีอะไรก็อยากแต่จะแบ่งปันคนอื่นเท่านั้น จนกระทั่งมาถึงวัย 24 ปี ก็ใช้ชีวิตคู่  ก็มีชีวิตอยู่ไปตามอัตภาพ แต่มันจะทุกข์มากกว่าสุขเสียส่วนใหญ่ กระทั่งมีบุตรสาว 2 คน เมื่ออายุ 25-26 ปี  ก็คงชอบไปวัดทำบุญใส่บาตรจนกระทั่งปี 2525 ทางครอบครัวสามีข้าพเจ้าก็ขายกิจการโรงแรม และโรงสีทั้งหมด ทำให้ความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าเริ่มลำบากขึ้น มาถึงปี 2534 ข้าพเจ้าก็เริ่มสวดมนต์อย่างเป็นจริงเป็นจัง พร้อมกับทำสมาธิเรื่อยมา แทบจะไม่ค่อยได้เว้นแต่ละวันเลย จวบจนกระทั่งปี 2548 ข้าพเจ้าก็ไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คหน้าอกข้าพเจ้า ผลก็ออกมาว่าเป็นมะเร็งขั้นที่ 2 ในขณะที่น้องๆก็ได้บอกให้ลูกข้าพเจ้าปลูกบ้านให้อยู่ ในที่ๆเป็นมรดกของแม่ที่เป็นส่วนที่แม่ข้าพเจ้าตั้งใจยกให้ที่บ้าน ที่ข้าพเจ้าจะได้รับนั้น เมื่อปี 2538 แม่ข้าพเจ้าได้สิ้นชีวิตลง ผู้จัดการมรดกนั้นข้าพเจ้าต้องมีส่วน แต่ในความซื่อของข้าพเจ้านั้น แม่เสียได้ 7 วัน ข้าพเจ้าก็เซ็นมอบฉันทะให้น้องคนที่ 2 เป็นคนรับจัดการ ข้าพเจ้าไม่ได้คิดอะไรเลย คงตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูก ส่งให้ลูกมีการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้หวลคิดถึงเรื่องมรดก  จนกระทั่งเป็นเวลา 10 ปี น้องก็ไม่โอนให้ข้าพเจ้า ตัวข้าพเจ้าก็ไม่ได้มีความคิดอะไร เมื่อปลูกบ้านเสร็จพร้อมทั้งผ่าตัดในเวลาเดียวกัน ก็เข้าไปอยู่ในบ้านเพื่อรักษาตัว  ณ เวลานั้นทุกคนก็ไม่ให้ทำอะไรเพื่อรักษาตัวอย่างเดียว ในเวลาว่างมากนั้นเองข้าพเจ้าก็เร่งสวดมนต์ ตลอดทั้งวันเลย ตั้งแต่ อิติปิโส มหากา พาหุง มหาเมตตาใหญ่ ธรรมจักร พร้อมทั้งของพะรแม่กวนอิม สวดทั้งวัน ทั้งคืนไม่ได้ขาดเลย ตั้งแต่ต้นปี 48 ถึงประมาณ 22 มีนาคม

หลังข้าพเจ้าผ่าตัดแล้วทุก ๆ เดือนต้องไปพบแพทย์ เพื่อรักษา ก็จะติดถุงพลาสติกขนาด 5x9 ไปประมาณ 20 ถุงทุกครั้งพร้อมยางรัดติดไปด้วยเพื่อเอาน้ำมนต์ที่วัดพระแก้วมาครั้งละ 5-6ถุง ตามแต่จะหิ้วไหว บางครั้งก็ข้ามไปวัดระฆังด้วย  ถุงที่ติดตัวไปมากหลายใบนั้นก็กะว่า เผื่อผู้คนที่มากราบไหว้แล้วต้องการน้ำมนต์ เราก็แบ่งให้เขา  เพราะกะว่าเราจะได้ได้บุญ

คิดว่าวัดพระแก้วสูงสุดแล้ว มาถึงบ้านก็เอาน้ำมนต์ใส่โอ่งน้ำเพื่อจะอาบทั้งสามคน พ่อ แม่ ลูก ทุกครั้งที่อาบน้ำมนต์นั้นข้าพเจ้ามีความสุขมาก ๆ  อาบน้ำมนต์อยู่แบบนั้นจนกระทั่งวันที่ 22 เมษายน 49 ข้าพเจ้าก็คิดขึ้นว่าข้าพเจ้ากังวลหนี้สินที่ค้างคาอยู่กับน้องสาวอีกประมาณ 220,000 บาท ข้าพเจ้านึกถึงสุขภาพตัวเองก็ไม่รู้จะยืนยาวได้กี่วัน แล้วหากต่อไปลูกเราไม่ผ่อนเขา เขาก็จะเป็นทุกข์ จึงปรึกษากับลูกคนโตว่าเราเอาที่ดินกับบ้านเข้าแบงค์แล้วเอาเงินมาคืนเขาดีกว่า ให้ลูกเป็นหนี้แบงค์ผ่อนกับแบงค์เอง ข้าพเจ้าก็เดินไปพูดกับน้องสาวว่าจะเอาที่เข้าแบงค์แล้วเอาเงินมาใช้ให้แต่ติดที่ว่า คนจัดทำมรดกต้องจดภาวะจำยอมก่อนจึงจะทำเรื่องที่แบงค์ได้ เพราะมันเป็นทางสาธารณะ และข้าพเจ้าอยู่ท้ายสุดเพื่อน แล้วต่อจากที่ข้าพเจ้าก็เป็นโรงงาน ไม่มีทางออก แต่น้องก็ตอบข้าพเจ้าว่า "ทางเดินก็ของกู" แล้วก็เถียงกันสองสามคำ ข้าพเจ้าก็พูดว่า "พูดอย่างงี้ได้ไง" แต่ในขณะที่ข้าพเจ้าเดินไปพูดนั้น ในมือข้าพเจ้าถือไม้กวาดไปด้วย เอาไปเพื่อกันหมา หมามันดุ  ข้าพเจ้าไม่ได้คิดว่าจะเอาไปทำร้ายใคร แต่ในเวลาที่เถียงกันนั้น น้องข้าพเจ้าก็กระฉากไม้กวาดตีข้าพเจ้า 2 ที ที่แขนข้างที่ผ่าตัด

ข้าพเจ้าก็เดินกลับบ้านแล้วร้องไห้ เดินอยู่บนบ้านสองสามรอบ แล้วตัดสินใจโทรหาลูกคนโต
ข้าพเจ้า  "ขนาดแม่เป็นพี่คนโตเค้ายังบอกแม่ว่าทางเดินของเขา ถ้าไม่มีแม่แล้ว ที่ดินตกมาถึงลูกแล้วเขาก็จะไม่ให้เดินแล้วจะทำอย่างไร"

ลูกก็เงียบไปพักหนึ่ง
ลูกก็ถามว่า "แม่เสียดายทรัพย์สินมรดกไหม"

ข้าพเจ้าตอบว่า  "ไม่"
"เพื่อความสบายใจแม่ออกจากบ้านมาอยู่กับลูกๆ แม่ส่งเสียลูกมาแล้วแค่บ้านลูกคงหาใหม่ได้"

พอถึงวันที่ 24 เมย.  ข้าพเจ้าพร้อมทั้งสามีและลูกคนเล็กก็เก็บของใช้ที่จำเป็นนิดหน่อยออกจากบ้านตอน 5โมงเย็น คิดว่าสามคน พ่อ แม่ ลูก ไปตายเอาดาบหน้า  มาอยู่กับลูกในอพาต์เม้นได้ 1 วันก็บอกกับสามีว่า "พ่อพาแม่ไปไหนก็ได้ให้แม่สบายใจ" สามีก็พานั่งรถเมล์ ไปกราบพระแม่กวนอิมที่หนองหอย ทันทีที่ข้าพเจ้าไปถึง ข้าพเจ้าก็จุดธูป 16 ดอก แล้วก็พูดเสียงดัง ๆ ว่า "พระแม่กวนอิมรับลูกกลับไปเถอะ ถ้าการอยู่ในโลกนี้ลูกเป็นคนเห็นแก่ตัวหรือเลวก็เอาไปได้เลย" ข้าพเจ้าพูดดังมาก ทั้งที่ไม่เคยพูดเช่นนี้มาก่อน แล้วก็กลับมาอยู่อพาต์เม้นกับลูกและสามี 3 คน  อยู่ต่อมาได้สักสามวัน ลูกคนโตก็มารับสามีกลับเชียงใหม่ บอกว่าให้ข้าพเจ้าอยู่เป็นเพื่อนคนเล็กก่อนเพื่อให้ลูกชิน อยู่กับลูกคนเล็กได้วันที่ 2 ก็เริ่มคิดมากพอลูกไปทำงานสัก 2 ชั่วโมงได้ ณ.นาทีนั้นข้าพเจ้าตัดสินใจแน่แล้ว ไม่ขอมีชีวิตอยู่ขอข้าพเจ้าเป็นสุขเถอะ แต่อีกใจมันก็ถามว่ามันบาปนะ ทำลายที่อยู่อาศัยเราแต่ขาก็ลงไปจากชั้นสามถึงชั้นล่างเดินไปได้ประมาณ สัก 300 เมตร ข้าพเจ้าก็สะดุดพื้นที่เดินเฉย ๆ ไม่ได้มีอะไรขวางกั้นเลย ข้าพเจ้างงมาก จนกระทั่งเดินไปหาจุดหมายก็เดินทื่อเดินตรงไปแม่โขงแม่คอง ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับกองทหารช่างราชบุรี ซึ่งเป็นที่ๆ พ่อเคยทำงาน ใจคิดว่าไปถึงแล้วจะบอกพ่อว่า "ลูกจะตามพ่อกลับแล้ว" แล้วก็จะเดินลงแม่น้ำ ใครที่ไม่รู้จักข้าพเจ้า ลูกสามีก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน เป็นการจบชีวิตที่คุ้มค่า ความคิดถูกปิดบังหมดแล้วคิดได้แค่นั้น แต่เพราะขาชาไปไม่ได้ เมื่อขาเดินไม่ได้ก็ถอยกลับขึ้นไปบนห้องชั้น3 เหมือนเดิม ไปนั่งร้องไห้พักใหญ่คิดขึ้นมาได้ว่าเราเคยอ่านหนังสือพระที่มีเขียนอยู่ในโคราช เราก็เลยโทรไปหาเขา แล้วก็บอกเค้าว่า "พี่ไม่ไหวแล้วนะ มันหมดกำลังใจที่จะอยู่" บุคคลผู้นั้นตอบว่า "อย่าเพิ่งพี่"  เขาก็สอนการอุทิศบุญมาทางโทรศัพท์ พี่ไม่เข้าใจประกอบกับสมองไม่รับรู้ เค้าก็บอกว่า เดี่ยวผมส่งหนังสือการอุทิศบุญมาให้ประมาณ 6-7 วัน ข้าพเจ้าก็ได้หนังสืออุทิศบุญ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้เรื่องจนกระทั่งอีก 6-7 วันต่อมา ข้าพเจ้าก็ได้รับ VCD. จากบุคคลผู้นี้ส่งมาให้เรื่อง "หลวงปู่แสดงธรรมที่วัดหลวงปู่เจี๊ยะ"  ข้าพเจ้าเริ่มดูแล้วกลับไปอ่านหนังสือใหม่อีกรอบ เริ่มเข้าใจนิดหน่อย ตัดสินใจเขียนจดหมายหาหลวงปู่แล้วบอกหลวงปู่ว่า ลูกเจอกรรมหนักเหนือคำบรรยาย ลูกอยากได้ VCD จากหลวงปู่ แล้วถามด้วยว่า แผ่นละเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ลูกไม่มีเงิน  ตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าหลวงปู่ห้ามขาย มันก็เหมือนคนหมดหนทางของหลวงปู่อย่างหน้าด้านเพื่อจะดูให้เข้าใจ แล้วให้ที่อยู่ส่งกลับมาเสร็จ และแล้วหลวงปู่มีเมตตาข้าพเจ้าด้วยการตอบกลับใน จดหมายของข้าพเจ้านั้นด้วยหมึกแดงว่า ราคาแผ่นละล้านๆๆๆๆๆ ถ้าขอก็ให้ฟรี หลวงปู่ส่งมาให้อีก 3-4 ชุด ข้าพเจ้าก็ดูแล้วดูอีก แล้วทำตามนั้น บางครั้งข้าพเจ้าไม่เข้าใจข้าพเจ้าจะโทรไปถามครูบาต่อง ท่านก็เมตตาสอนข้าพเจ้าก็จดจำเอาไว้ แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าได้น้อง ๆในลานวัดช่วยบอกข้าเจ้า 3 เดือนแรกข้าพเจ้าอึดอัดมาก ก็ทำต่อมา ตอนนี้เป็นเวลา 10 เดือนแล้ว ครั้งที่ข้าพเจ้าได้ดู VCD ก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ไปกราบหลวงปู่ก็คิดว่า เราไม่มีบุญแน่ด้วยความเมตตาจากครูบาต๋องและน้อง ๆในลานวัด ทุกๆคน ทำให้ข้าพเจ้าได้ไปกราบหลวงปู่ถึง 3 ครั้ง ในเวลา 10 เดือน

ณ โอกาสนี้ข้าพเจ้าขอกราบนมัสการครูบาต๋องที่มีเมตตาต่อข้าพเจ้าและน้องๆในลานวัด ทุกคน กราบของพระคุณอย่างสูง


หมายเหตุ 
เรื่องราวนี้ โอ๋ได้พิมพ์ตามที่คุณศิริลักษณ์ได้เขียนความรู้สึกลงบนแผ่นกระดาษฝากไว้ค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 11, 2007, 03:47:38 PM โดย โอ๋ (พอเพียง) »

teepai

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2007, 10:03:11 AM »
 /\

tanutpron

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2007, 11:58:56 AM »
อ่านแล้วจะร้องไห้ค่ะ ขอให้หายวันหายคืนนะคะ

puvadol999

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2007, 12:25:22 PM »
 /\ ขอให้ผ่านอุปสรรคนี้ไปได้นะครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ

wshop773

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 26, 2007, 06:37:27 PM »
ปัจจุบัน พี่เขาไปวัดกับพวกเราชาวลานวัด ทุกครั้ง สละกำลังทำกับข้าวจำนวนมาก ๆ ด้วยความเต็มใจ ภูมิใจ และด้วยกำลังใจ ว่าแม้จะไม่มีเงินทำบุญ ไม่มีเงินค่ารถ แต่ก็ยังเอาแรง เอาความรู้ ตั้งใจทำอาหารอย่างดีเท่าที่ฝีมือตนจะทำได้ เพื่อถวายพระ และเพื่อให้คนที่ไปได้อิ่มอร่อย มีความสุขกับอาหารที่พี่เขาได้ ตั้งใจทำให้ทานกัน


และในทางการใช้ชีวิต พี่เขาก็ได้เรียนทำสูตรทองม้วนแสนอร่อย และได้ทำขาย มีคนอุดหนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ

ด้วยใจที่ไม่แพ้ต่อความยากลำบาก แต่ก็มีแอบหยุดร้องไห้บ้างเล็ก ๆ  แล้วก็หันกลับมา เข้าใจกับทุกข์กับกรรมที่เกิด จึงไม่หยุดยั้งที่จะอุทิศกลับคืนให้กับชาวโลกทิพย์

teepai

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2007, 10:47:41 AM »
 /\ขอเป็นกำลังใจด้วยคนครับ  สู้ต่อไปนะครับ /\

Natchanaht

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มีนาคม 01, 2008, 01:44:35 AM »
หนูขอเป็นกำลังให้ด้วยอีกคนนะคะ 

THUNG

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กันยายน 15, 2008, 05:11:02 PM »
ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ขอให้กำลังใจคุณพี่ศิริลักษณ์ ด้วยครับ /\

wshop773

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: ธันวาคม 18, 2008, 10:25:04 PM »
ปัจจุบัน อาการป่วยพี่เขายังไม่หาย มะเร็งที่เป็นอยู่นั้นก็ยังคงเป็น
แต่สภาพร่างกายพี่เขาเหมือนคนทั่วไป
เพียงแต่ ยังคงต้องมาตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ที่กรุงเทพ เดือนละ 1 ครั้ง
ถ้าสมาชิกที่เคยไปวัดกับเว็บนี้มาแล้ว จะรู้จักพี่ติ๋วกันดีทุกคน
จะเห็นได้ชัดว่า พี่เขาเหมือนคนปกติทั่วไปจริงๆ ไม่เหมือนคนที่มีโรคร้ายในตัวเลยค่ะ

จากเดิม พี่เขาอยู่บ้านไม่มีอาชีพอะไร อยู่มาวันนึงก็มีคนสอนให้เขาทำทองม้วน
ตอนนี้เลยมีอาชีพ ทำทองม้วนส่งขาย และด้วยฝีมือที่ทำได้รสชาติดีนั้น
พี่เขาก็มีลูกค้าที่รับไปขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ;)

 /\

wshop773

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 02:20:05 AM »
 มีข่าวดี... มาบอก

พี่ติ๋วไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดครั้งล่าสุด ปรากฎว่า "ไม่พบเชื้อมะเร็ง"  :D

เอาไว้จะขอให้พี่ติ๋วเขียนเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟังค่ะ

 ;D

Angkhana

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 03:26:23 AM »
ดีใจกับพี่ติ๋วมากๆค่ะ เดือนหน้าพบกันนะค่ะ

kodchanan

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2009, 10:07:11 PM »
ขอแสดงความดีใจกับพี่ติ๋วด้วยคนค่ะ

noomkku

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: พฤษภาคม 20, 2009, 01:04:56 AM »
 :D /\ ดีใจ และเป็นปลื้มกับพี่ศิริลักษณ์ ศรีวรกุลด้วยครับ  /\ :D

nopparat

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: พฤษภาคม 24, 2009, 12:49:02 AM »
 
อ้างถึง
ปัจจุบัน อาการป่วยพี่เขายังไม่หาย มะเร็งที่เป็นอยู่นั้นก็ยังคงเป็น
แต่สภาพร่างกายพี่เขาเหมือนคนทั่วไป
เพียงแต่ ยังคงต้องมาตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ที่กรุงเทพ เดือนละ 1 ครั้ง
ถ้าสมาชิกที่เคยไปวัดกับเว็บนี้มาแล้ว จะรู้จักพี่ติ๋วกันดีทุกคน
จะเห็นได้ชัดว่า พี่เขาเหมือนคนปกติทั่วไปจริงๆ ไม่เหมือนคนที่มีโรคร้ายในตัวเลยค่ะ


 question จริง ๆนะเพราะเท่าที่เห็นแล้วปรกติเหมือนคนธรรมดาที่ร่างกายปรกติ  /\  :D ดีใจกับพี่ติ๋วจริง  ๆ ที่เชื้อโรคไม่อยากคบกับพี่ติ๋วแล้ว    :) :D


wshop773

Re: เขียนแทน คุณศิริลักษณ์ ศรีวรกุล
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: พฤษภาคม 25, 2009, 08:49:47 PM »
พี่ติ๋วเขาร่วมเดินทางกับคณะ "ลานวัด" ที่จัดผ่านเว็บไซต์นี้ มานานประมาณ 3 หรือ 4 ปี (โดยประมาณ)

ช่วงแรกๆ นั่งรถไฟมาจาก เชียงใหม่ มาพักบ้านโอ๋ที่อยุธยา 1 วัน ก่อนการเดินทาง
แล้วพี่เขาจะไปรถตู้ ตอนกลางคืน ซึ่งนำข้าวของขึ้นวัดไปก่อนในคืนวันศุกร์ ถึงวัดประมาณ ตี 3
พี่เขาก็จะพัก งีบ วันเสาร์(ในวันที่เราเดินทางไปวัดสามแยก)

บ่ายๆวันเสาร์ พี่ติ๋วและท่านอื่นๆที่เดินทางไปก่อน ในรถตู้คันแรก
ก็จะเตรียมอาหารเย็นให้กับ คณะ "ลานวัด" ที่จะเดินทางมาถึง เย็นวันเสาร์

วันกลับ ซึ่งเราลงจากน้ำหนาว บ่ายๆวันอาทิตย์ กลับถึงกรุงเทพ 8-3 ทุ่ม
พี่ติ๋วมาพักกับโอ๋ที่อยุธยา

เช้าวันรุ่งขึ้น(วันจันทร์) ถ้าตรงกับวันที่หมอนัดตรวจร่างกาย พี่เขาก็จะตื่นตี 5 ไปกรุงเทพ เพื่อไปจองคิวที่ รพ.
หรือหากไม่ตรงหมอนัด ก็จะพักอยู่กับโอ๋บ้าง เพื่อรอวันที่คุณหมอนัด

ซึ่งส่วนใหญ่ พี่เขาจะขอให้หมอนัดตรวจ วันใกล้ๆกับช่วงที่เดินทางไปน้ำหนาว หรืออุทิศบุญให้ชาวทิพย์ช่วยให้วันนัดตรวจร่างกายตรงกับช่วงที่จัดไปน้ำหนาว ซึ่งก็จะตรงกับทุกครั้ง  ;D

-----------------------------------------------------------------------

ช่วงหลังๆ พี่เขามีอาชีพใหม่ ทำทองม้วนขาย การหยุดหลายๆวัน สำหรับคนค้าขายนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควร
ดังนั้น พี่ติ๋วจะเดินทางมาจากเชียงใหม่ ถึงกรุงเทพตอนเช้าวันเสาร์ แล้วขึ้นรถตู้ไปพร้อมพวกเรา ถึงวัดสามแยก ... (เดี๋ยวมาเล่าต่อ)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 26, 2009, 04:45:02 AM โดย ชัยณรงค์ (เม้ง) »