ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

การตัดปลิโพธ 10 ประการ

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

khanchit

การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« เมื่อ: เมษายน 03, 2007, 08:17:44 PM »
....เบื้องหน้าแต่การชำระศีลให้หมดจดนั้น ก็ควรตัดปลิโพธ    (ความกังวล)   อย่างใดอย่างหนึ่ง   ซึ่งมีอยู่ในบรรดาปลิโพธ  10  อย่าง ที่พระอาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ปลิโพธ  (ความกังวล)   10  อย่างนั้นคือ 

1.   อาวาส (ที่อยู่)   
2.   ตระกูล   
3.   ลาภ  (ปัจจัยสี่)
4.   คณะ (คือหมู่)   
5.   การงาน   (คือการก่อสร้าง)     
6.   อัทธานะ (คือเดินทางไกล)   
7.   ญูาติ   
8.   อาพาธ (เจ็บป่วย)   
9.   คัณฐะ  (คือการเรียนปริยัติ)     
10.   อิทธิฤทธิ์

กุลบุตรผู้ตัดปลิโพธได้อย่างนั้นแล้ว   จึงควรเรียนกรรมฐาน.......


จากข้อความสีแดงข้างบน เดิมทีผู้ถามเข้าใจว่า ต้องตัดทั้งสิบประการทั้งหมดก่อน แต่ในข้อความที่ยกมา ทำไมจึงระบุว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ครับ

ขอกราบเรียนถามพระวัดสามแยกครับ  /\ /\ /\
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 03, 2007, 08:23:18 PM โดย ผู้ดูแลระบบ »

prawatsamyaek

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: เมษายน 04, 2007, 11:19:13 AM »

แหม...โยมครรชิตก็นะ....ถามด้าย!!!!!!

คำว่า  "อย่างใดอย่างหนึ่ง" ก็คือ  ใน  10  อันนั้นถ้ายังมีแม้เพียง 1  ก็ไม่ได้หรือมีเรื่องอะไรอยู่ก็ตัดเรื่องนั้นหรือมีทั้งหมดก็ต้องตัดทั้งหมด

หลวงพ่อบอกว่า...แม้แต่ 1  ใน  1  นั้นก็ต้องตัดอีกถ้ามันยังมีความกังวลอยู่

khanchit

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: เมษายน 04, 2007, 11:30:44 AM »
 /\ /\ /\ กราบขอบพระคุณพระวัดสามแยกครับ

phornchai

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 08:04:12 PM »
ขอเรียนถามพระคุณเจ้า การตัดปลิโพธ หมายถึง  ถ้าเรามีศีลบริบูรณ์อยู่แล้ว ถ้ามีกังวลอยู่ก่อนเราทำภาวนา เราข่มความรู้สึกตรึกตรองคลายความรู้สึกกังวลนั้นจนสิ้นความรู้สึกกังวล แล้วเราก็ทำภาวนาได้ใช่ไหมครับ ไม่ได้หมายถึงว่าละตัดปลิโพธ คือตัดความกังวลทั้ง10 ได้โดยสิ้นเชิงตลอดเวลาไม่กังวลต่อไปอีกแล้ว ใช่หรือไหมครับ

prawatsamyaek

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 08:13:10 PM »

ใช่...คือเมื่อมีกังวลเรื่องใดขึ้นมาแล้วเราไม่หนักใจกับมัน   สามารถจะจัุดการกับมันได้ง่ายๆ   สบายๆ 
ถ้าจะพูดเรื่องกังวลมันก็มีของมันแหละคือมีอยู่เรื่อยๆยิ๊บๆ  แย๊บๆ
เพียงแต่เราไม่ไปหนักใจกับมัน   เพราะืพื้นฐานเราดี

phornchai

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2007, 08:32:24 PM »
 /\ /\ /\

widcha

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2007, 05:25:05 AM »
 /\ /\ /\

กราบเท้าพระอาจารย์ครูบาทุกรูปครับ

ผมอยากทราบเทคนิคการตัดปลิโพธของครูบาทุกๆรูปที่อยู่วัดสามแยก ว่าแต่ละองค์มีวิธีคิดพิจารณา ละ ตัด สลัดออก ปล่อยวาง เครื่องกังวลแต่ละอย่างที่เกิดขึ้นจริง ได้อย่างไร?

ถ้ายังไม่มีพระคุณเจ้ารูปใดเล่าประสบการณ์ ในตอนนี้  ก็ เล่าเรื่องที่มีตัวอย่างในสมัยพุทธกาล ก่อนก็ดีครับ  เป็นกรณีศึกษา เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามรอยพระอรหันต์ทั้งหลาย



คือผมก็   "อยากเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไม่ได้เป็นซะที"
 
ติดตรงที่ยังมีความอยาก นี่แหละครับ

prawatsamyaek

Re: การตัดปลิโพธ 10 ประการ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2007, 10:41:51 AM »

โยมวิชชาแจ้งข้อมูลให้ครบตามกติกาด้วยเด้อ

เรื่องการตัดความกังวล    วิธีการของครูบาวัดสามแยกแต่ละองค์ไม่น่าสนใจหรอก
วิธีที่น่าสนใจก็ต้องเป็นวิธีของพระพุทธเจ้า   ตามนี้

เล่ม   18    หน้า   234   

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุผู้หมั่นประกอบอธิจิต 
ควรมนสิการถึงนิมิต ๕  ประการ    ตามเวลาอันสมควร. 
นิมิต ๕ ประการเป็นไฉน.   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เมื่อภิกษุในพระธรรมวินัยนี้     
อาศัยนิมิตใดแล้วมนสิการนิมิตใดอยู่ (คิดคำนึงถึงเรื่องใดอยู่)   วิตกทั้งหลายอันเป็นบาปอกุศล   
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง (ความพอใจ)  โทสะบ้าง (ความโกรธ)  โมหะบ้าง (ความหลง)  ย่อมเกิดขึ้น
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น (ควรคำนึงถึงเรื่องอื่นจากเรื่องนั้น) 
อันประกอบด้วยกุศล      เมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น      อันประกอบด้วยกุศลอยู่วิตกอันเป็นบาปอกุศล 
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง  โทสะบ้าง  โมหะบ้าง  อันเธอย่อมละเสียได้  ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ 
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้    จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี    สงบเป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น    ในภายในนั้นแล.
เหมือนช่างไม้หรือลูกมือของช่างไม้ผู้ฉลาด     ใช้ลิ่มอันเล็กตอก    โยก    ถอนลิ่มอันใหญ่ออก    แม้ฉันใด   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุก็ฉันนั้น    เมื่ออาศัยนิมิตใดแล้ว    มนสิการนิมิตใดอยู่   วิตกทั้งหลายอันเป็นบาปอกุศล   ประกอบด้วยฉันทะบ้าง  ประกอบด้วยโทสะบ้าง   ประกอบด้วยโมหะบ้าง  ย่อมเกิดขึ้น   
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุนั้นควรมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น   อันประกอบด้วยกุศล 
เมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้นอันประกอบด้วยกุศลอยู่  วิตกอันเป็นบาปอกุศล 
อันประกอบด้วยฉันทะบ้าง  โทสะบ้าง  โมหะบ้าง  อันเธอย่อมละเสียได้   ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้   
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี  สงบเป็นธรรมเอกผุดขึ้น    ตั้งมั่น  ในภายในนั้นแล.


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  หากว่า   เมื่อภิกษุนั้นมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น     อันประกอบด้วยกุศลอยู่   
วิตกอันเป็นบาปอกุศล   ประกอบด้วยฉันทะบ้าง  โทสะบ้าง  โมหะบ้าง  ยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ทีเดียว 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า     
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล(บาป) แม้อย่างนี้    วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ   แม้อย่างนี้   
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก   แม้อย่างนี้   ดังนี้.   
เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่....... 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งตัว   รู้สึกอึดอัด   ระอา    เกลียดชังต่อซากงู   
ซากสุนัข    หรือซากมนุษย์    ซึ่งผูกติดอยู่ที่คอ (ของตน)  แม้ฉันใด 
ภิกษุก็ฉันนั้น  หากเมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้นอันประกอบด้วยกุศลอยู่      วิตกอันเป็นบาปอกุศล     
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง  โทสะบ้าง   โมหะบ้าง   ยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุนั้นควร
พิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า     วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล     แม้อย่างนี้   
วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ แม้อย่างนี้    วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้   ดังนี้.   
เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่   วิตกอันเป็นบาปอกุศล   
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง  โทสะบ้าง  โมหะบ้าง    อันเธอย่อมละเสียได้ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้   
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้   จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี  สงบเป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งมั่น  ในภายในนั้นแล.


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    หากว่า    เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่  วิตกอันเป็นบาปอกุศล 
ประกอบด้วยฉันทะบ้าง   โทสะบ้าง   โมหะบ้าง  ยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   ภิกษุนั้นพึงถึงความไม่นึก   ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้น     เมื่อเธอถึงความไม่นึก   
ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่.....
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ  ไม่ต้องการจะเห็นรูปที่ผ่าน   เขาพึงหลับตาเสีย 
หรือเหลียวไปทางอื่นเสียแม้ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้น  หากเมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่   
วิตกอันเป็นบาปอกุศล    ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ  เป็นธรรมเอกผุดขึ้น   ตั้งมั่นภายในนั้นแล.


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  หากว่า   เมื่อภิกษุนั้นถึงความไม่นึก  ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้นอยู่   
วิตกอันเป็นบาปอกุศล   ประกอบด้วยฉันทะบ้าง   โทสะบ้าง  โมหะบ้าง  ยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุนั้นควรมนสิการสัณฐานแห่งวิตก    สังขารของวิตกเหล่านั้น   
เมื่อเธอมนสิการสัณฐานแห่งวิตก  สังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่…..
 ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เหมือนบุรุษพึงเดินเร็ว   เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า     เราจะเดินเร็วทำไมหนอ     
ถ้ากระไรเราพึงค่อยๆ เดิน   เขาก็พึงค่อย ๆ เดิน    เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า    เราค่อยๆ เดินไปทำไมหนอ 
ถ้ากระไร   เราควรยืน  เขาพึงยืน.    เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ อีกว่า   เราจะยืนทำไมหนอ   ถ้ากระไร   เราควรนั่ง   
เขาพึงนั่ง.   เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า   เราจะนั่งทำไมหนอ   ถ้ากระไรเราควรนอน    เขาพึงลงนอน. 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุรุษคนนั้น  มาผ่อนทิ้งอิริยาบถหยาบๆเสีย    พึงสำเร็จอิริยาบถละเอียด ๆ แม้ฉันใด 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุก็ฉันนั้น   หากว่าเมื่อเธอมนสิการสัณฐานแห่งวิตกสังขารของวิตกเหล่านั้นอยู่     
วิตกอันเป็นบาปอกุศล     ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.
           

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  หากว่า  เมื่อภิกษุนั้นมนสิการถึงสัณฐานแห่งวิตก   สังขารของวิตกแม้เหล่านั้นอยู่     
วิตกอันเป็นบาปอกุศล    ประกอบด้วยฉันทะบ้าง     โทสะบ้าง     โมหะบ้าง     ยังเกิดขึ้นเรื่อย  ๆ
ภิกษุนั้นพึงกัดฟันด้วยฟัน   ดุนเพดานด้วยลิ้น  ข่ม  บีบคั้น  บังคับ  จิตด้วยจิต     เมื่อเธอกัดฟันด้วยฟัน   
ดุนเพดานด้วยลิ้น   ข่ม  บีบคั้น  บังคับจิตด้วยจิตอยู่…..     
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย      เหมือนบุรุษผู้มีกำลังมากจับบุรุษผู้มีกำลังน้อยกว่าไว้ได้แล้ว  บีบ  กด 
เค้นที่ศีรษะ  คอ   หรือก้านคอไว้ให้แน่นแม้ฉันใด   
ภิกษุก็ฉันนั้น    หากเมื่อเธอมนสิการถึงสัณฐานแห่งวิตก    สังขารของวิตกแม้เหล่านั้นอยู่  วิตกอันเป็นบาปอกุศล    ประกอบด้วยฉันทะบ้าง  โทสะบ้าง    โมหะบ้างยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ
ภิกษุนั้นพึงกัดฟันด้วยฟัน    ดุนเพดานด้วยลิ้น   ข่มบีบคั้น    บังคับจิตไว้ด้วยจิต    เมื่อเธอกัดฟันด้วยฟัน   
ดุนเพดานด้วยลิ้น  ข่ม   บีบคั้นบังคับจิตอยู่ได้    วิตกอันเป็นบาปอกุศล    ประกอบด้วยฉันทะบ้าง   
โทสะบ้างโมหะบ้าง   อันเธอย่อมละเสียได้    ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้     
เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้    จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี  สงบ  เป็นธรรมเอกผุดขึ้น  ตั้งมั่นในภายในนั่นแล.......


ใครอยากอ่านเต็มๆสูตรก็หาอ่านกัน     พร้อมทั้งอรรถกถาด้วยเพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น

และก็มีที่เล่ม  18   หน้า   215   อีกสูตรหนึ่งสำหรับนักศึกษาเรื่องวิตก

และก็มีในมหาสมัยสูตร   เล่ม   14   หน้า   90   
ที่พระพุทธเจ้าทรงมีอุบายเพื่อบรรเทาความกังวลของราชกุมาร   500   จากศากยะและโกลิยะวงศ์
ที่ออกบวชตามพระพุทธเจ้าแบบไม่เต็มใจนัก