ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

อนาคตของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้จุดเปลี่ยนของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่(บทความที่น่าอ่าน)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dr.Tik

อนาคตของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้จุดเปลี่ยนของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่


โดย  พระมหาบุญเพียร ปุญฺญวิริโย


ความนำ


     สถานการณ์พุทธศาสนาในสังคมไทยที่เริ่มจากความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้กลายเป็นความขัดแย้งและเกิดรอยร้าวขึ้นในหมู่ชาวพุทธไทย     ถึงแม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากกลุ่มชาวพุทธบางกลุ่มเท่านั้น มิได้เป็นภาพรวมของชาวพุทธทั้งหมดก็ตาม     แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เห็นถึงความแตกแยกได้ชัดเจน
     กลุ่มชาวพุทธสองกลุ่มซึ่งมีทั้งพระและฆราวาสได้แสดงพลังสนับสนุนและคัดค้านร่าง พรบ.คณะสงฆ์ ที่กำลังจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช พร้อมกับแสดงเหตุผลของฝ่ายตนอย่างชัดเจน     โดยเริ่มจากกลุ่มผู้สนับสนุน นำทีมโดยพระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) และพระราชกวี เป็นผู้นำ พร้อมกับกลุ่มองค์กรพุทธศาสนาอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 10 องค์กร     โดยได้นัดชุมนุมใหญ่เพื่อสนับสนุนร่าง พรบ. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545     กระแสเรียกร้องให้มีการออก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่มีมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะติดขัดแต่ประการใด     อีกทั้งยังได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในขั้นรับหลักการและได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง
     แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเสมือนคลื่นยักษ์ที่มาปะทะอย่างจัง ที่ทำให้ร่าง พรบ. ดังกล่าวมีอันต้องเป็นหมันไป     เมื่อคณะรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าพิจารณาใหม่ แล้วมีมติให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนั้นใหม่ เนื่องจากมีเสียงคัดค้านออกมากลุ่มพระป่าสายธรรมยุตโดยการนำของหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ผู้ซึ่งมากด้วยบารมีและชื่อเสียงจากการเดินสายหาผ้าป่าช่วยชาติมาทั่วไทย     ถ้าหากเป็นแค่พระธรรมดาทั่วไป ก็คงไม่มีพลังพอที่จะฉุดรั้ง ร่าง พรบ.ที่มหาเถรสมาคมเห็นชอบแล้วได้     นอกจากท่านจะมีชื่อเสียงดังกล่าวแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้จัดหากองทุนสำรองจากผ้าป่าให้รัฐบาล     จึงไม่แปลกที่กลุ่มหลวงตามหาบัวจะมีพลังโค่นล้มร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าวได้สำเร็จ ถือเป็นการฉีกหน้ามหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดอย่างไม่ไยดี อีกทั้งยังกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าเป็น พรบ. มหาโจรปล้นพระศาสนา ทั้งๆ ที่กลุ่มหลวงตามหาบัวไม่มีอำนาจใดๆ ทางการปกครองเลย     การที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำร่าง พรบ.ไปพิจารณาใหม่ จึงทำให้มหาเถรสมาคมเป็นเสมือน "คนนอกสายตา" ของรัฐบาล     ถึงแม้ก่อนหน้านั้น สมเด็จพระสังฆราชได้มีพระลิขิตถึงรัฐบาลให้นำร่าง พรบ.คณะสงฆ์เข้าพิจารณาให้ทันในที่ประชุมสภาสมัยนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลใดๆ


     เหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามความเห็นของฝ่ายตน ก็มีความต่างกันนัก

     ฝ่ายที่สนับสนุนได้ให้เหตุผล 5 ข้อ ได้แก่
(1) ร่าง พรบ. ได้ผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมแล้ว ตามมติที่ลงเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545
(2) ให้สภานิติบัญญัติพิจารณาตัดสินถึงข้อบกพร่องของ ร่าง พรบ. เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป
(3) เพื่อแก้ปัญหาขัดแย้งอันเกิดจากความแตกแยกความสามัคคีของคนในชาติ
(4) เพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และ
(5) เพื่ออนุเคราะห์แก่พระธรรมวินัย

     ด้านฝ่ายคัดค้าน ก็ได้กล่าวอย่างรุนแรงว่าเป็น พรบ.มหาโจรพระศาสนา โดยกล่าวโจมตีร่าง พรบ. 5 ข้อ ได้แก่
(1) ส่งเสริมสนับสนุนลิดรอนอำนาจพระมหากษัตริย์
(2) ยึดอำนาจสมเด็จพระสังฆราชไปเป็นของมหาคณิสสร
(3) ขัดพระธรรมวินัย
(4) ขัดพุทธเจตนา และ
(5) ขาดความชอบธรรม


     กระแสสนับสนุนและคัดค้านได้อ่อนแรงไป เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 ให้นำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ไปทบทวนใหม่ โดยให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกฤษฎีกา กระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายคณะสงฆ์ ทั้งสองฝ่ายจึงได้สงบลงชั่วคราว     และก็ไม่ทราบว่าไฟแห่งความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด หาก พรบ.ที่นำมาแก้ใหม่ไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ยากจะคาดเดาได้

Dr.Tik

ปฐมเหตุของร่าง พรบ.


     นับย้อนไปถึงความเป็นมาเป็นไปที่ทำให้เกิดเป็นร่าง พรบ.คณะสงฆ์ฉบับนี้ เนื่องจาก พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พศ. 2542 ได้กำหนดให้ยุบรวมกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน กลายเป็นกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในส่วนกรมการศาสนาที่สนองงานพระพุทธศาสนาก็จะถูกแทนที่ด้วยคณะกรรมการศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากศาสนาต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมจำนวน 39 คน ตรงนี้เป็นเหตุสำคัญที่นำไปสู่การร่าง พรบ.คณะสงฆ์ขึ้น เนื่องจากชาวพุทธไม่สบายใจที่พระพุทธศาสนาจะถูกคนจากศาสนาอื่นเข้ามามีอำนาจควบคุมดูแลในฐานะคณะกรรมการศาสนาและวัฒนธรรม ต่อมา ได้มีองค์กรทางพุทธศาสนาออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้เป็นหน่วยงานอิสระ ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมจากคนศาสนาอื่น โดยให้มีการร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ขึ้นใหม่ ทางมหาเถรสมาคมจึงได้ยกร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ขึ้น และได้แต่งตั้งพระพรหมมุนี เป็นประธานยกร่าง มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษา


     เมื่อคณะกรรมการได้ยกร่างเสร็จแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้มอบร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ให้กับนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2544 ทางรัฐบาลได้ส่งร่าง พรบ.ให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะทำงานปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์แล้ว ได้เสนอต่อรัฐบาลอีก จนเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2544 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณารับหลักการ ร่างพรบ.คณะสงฆ์ และได้มอบให้กฤษฎีกาพิจารณารายละเอียด เพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาและตราเป็นกฎหมายต่อไป จนต่อมาได้เกิดเหตุการณ์การคัดค้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เพื่อมิให้นำร่าง พรบ.คณะสงฆ์เข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเหตุการณ์บานปลาย คณะรัฐมนตรีจึงนำเรื่องเข้าพิจารณาใน ครม. อีกครั้ง มีมติให้ถอนร่าง พรบ.มาทบทวนใหม่ เรื่องร้อนๆ จึงได้ผ่อนคลายลง

Dr.Tik

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน


     อันที่จริง (ร่าง) พรบ. ฉบับนี้ ไม่ใช่เป็นของใหม่ เพียงแต่ปรับจาก พรบ. ฉบับที่ใช้อยู่คือฉบับ พ.ศ.2505 แก้ไข พ.ศ.2535 เพียงเพิ่มขอบเขตและมาตราบางมาตราเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่ง คือ มหาคณิสสร และปรับฐานะของมหาเถรสมาคมให้ดูแลส่วนนโยบาย ให้ความเห็นชอบแก่มหาคณิสสรเท่านั้น แต่ที่เป็นการปฏิรูปองค์กรพุทธศาสนาที่ชัดเจนที่สุด คือ การจัดตั้งสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติขึ้น ดังที่ระบุไว้ในหมวด 8 มาตราที่ 68-70 แห่ง ร่าง พรบ.คณะสงฆ์ฉบับนี้ โดยกำหนดให้สำนักพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี เพื่อหนีออกจากการถูกควบคุมของคณะกรรมการศาสนาและวัฒนธรรม

     นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทยที่การร่างกฎหมายปกครองคณะสงฆ์เกิดจากความต้องการของฝ่ายสงฆ์ โดยเฉพาะมหาเถรสมาคมและองค์กรชาวพุทธอื่นๆ ถึงแม้จะมิได้เกิดจากพระสงฆ์ส่วนใหญ่ของประเทศก็ตาม แต่ก็เกิดจากสงฆ์ในระดับองค์กรปกครองสูงสุด ถ้าย้อนมองดูอดีตจะเห็นว่า พรบ.คณะสงฆ์ทุกฉบับที่ผ่านมา เกิดจากความต้องการของฝ่ายบ้านเมืองที่ต้องการจัดระเบียบคณะสงฆ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงได้ตรากฎหมายคณะสงฆ์ขึ้น

     พ.ศ.2445 (รศ.121) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ออกพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ รศ. 121 ขึ้น เพื่อใช้ปกครองคณะสงฆ์ทั้งมณฑล

     พ.ศ.2484 ซึ่งเป็นสมัยที่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ได้มีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ขึ้น โดยกำหนดให้มีสังฆสภา ซึ่งประกอบด้วยสังฆมนตรี และมีสมาชิกสังฆสภา (สส.พระ) คล้ายกับระบบรัฐสภาของฝ่ายบ้านเมือง เนื่องจากจำลองระบบรัฐสภามาใช้คณะสงฆ์

     พ.ศ.2505 สมันจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยคณะปฏิวัติ ได้ล้มเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับ 2484 แล้วตรา พรบ.ฉบับใหม่ พ.ศ.2505 ขึ้น ซึ่งได้ให้อำนาจการปกครอง ทั้งด้านบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ แก่มหาเถรสมาคม จึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เนื่องจากเป็น พรบ.ที่ร่างในสมัยเผด็จการ จึงมีผู้เรียก พรบ. ฉบับนี้ว่าเป็นฉบับ "เผด็จการ"และใช้บังคับมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

     พ.ศ.2535 ได้มีการนำเอา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับ 2505 มาแก้ไขเล็กน้อยในบางมาตรา เรียกว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 แก้ไข 2535 ซึ่งเป็นฉบับที่ใช้บังคับอยู่ปัจจุบัน

Dr.Tik

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์


     อันที่จริง การปกครองสงฆ์เป็นการปกครองโดยพระธรรมวินัย ซึ่งพระพุทธองค์ทรงมอบพระธรรมวินัยให้เป็นตัวแทนก่อนที่จะปรินิพพาน พระธรรมวินัยจึงเป็นทั้งกฎหมายและวิถีปฏิบัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์ ตามวิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ย่อมปกครองตนเองได้โดยไม่ต้องใช้กฎหมายบ้านเมืองมาบังคับ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับคณะสงฆ์ในครั้งพุทธกาลเป็นความสัมพันธ์เชิงหน้าที่มิใช่เชิงอำนาจ ซึ่งรัฐโดยการนำของกษัตริย์ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภก โดยมิได้ก้าวก่ายการปกครองของคณะสงฆ์เลย ดังที่พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าปเสนทิโกศล และกษัตริย์องค์อื่นๆ ในครั้งพุทธกาล ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง มิได้ใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะผู้ปกครองแต่อย่างใด เนื่องจากคณะสงฆ์ในสมัยพุทธกาลออกบวชด้วยอุดมการณ์เดียวกันคือการแสวงหาหนทางดับทุกข์ด้วยแนวทางแห่งพุทธธรรม จึงไม่มีปัญหาด้านการปกครอง เพราะพระสงฆ์ท่านถือหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด

     แต่พอผ่านพ้นสมัยพุทธกาล มาถึงสมัยหลังพุทธกาล ได้ปรากฏมีการแตกแยกเป็น 2 นิกายใหญ่ และมีนิกายปลีกย่อยออกไปอีกมาก เมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนใด ก็ได้ผนวกกับขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อของสังคมนั้นๆ ต่อมาผู้ที่เข้ามาบวชภายหลังก็มีมากขึ้น เป้าหมายของการบวชก็ไม่เฉพาะการหลุดพ้นเท่านั้น มีเป้าหมายอื่นๆ อีกมาก อีกทั้งยังได้มีความสัมพันธ์กับชุมชนที่ใกล้ชิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมพระสงฆ์อาศัยอยู่ในป่า พอตอนหลังมาได้มาอาศัยอยู่วัดในชุมชนหรือในหมู่บ้าน ตรงนี้เป็นจุดแปรเปลี่ยนสำคัญของอุดมการณ์และวิถีปฏิบัติแบบพุทธศาสนาดั้งเดิม

     สังคมสงฆ์ จึงมีสภาพเป็นสังคมแบบใหม่ที่มีรูปแบบผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องที่และอาศัยอำนาจรัฐเข้ามาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากยิ่งมากคนก็มากปัญหา ลำพังเพียงพระวินัยเท่านั้นไม่อาจจัดการกับคนดื้อด้านที่ไร้อุดมการณ์ได้ หากปล่อยไว้ก็จะมีแต่สร้างความเดือดร้อนแก่คณะสงฆ์และพระศาสนา อีกทั้งลักษณะสังคมสงฆ์แบบใหม่ออกบวชโดยมิได้ตัดขาดจากชุมชน ยังต้องเกี่ยวข้องกับสังคมฆราวาสมากกว่าสงฆ์ในสมัยพุทธกาล ด้วยความจำเป็นในระบบความสัมพันธ์ รัฐจึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ในเชิงอำนาจมากขึ้น ดังกรณีพระเจ้าอโศกมหาราชได้อุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัย ได้จับพระปลอมสึกจำนวนมาก และได้ส่งพระเถระผู้ทรงพระธรรมวินัยไปเผยแพร่พุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ อีกด้วย รัฐจึงเข้ามาในฐานะปกป้องคุ้มครองและอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา

Dr.Tik

ขอบเขตหน้าที่ของรัฐที่มีต่อคณะสงฆ์


     หน้าที่ของรัฐที่พึงมีต่อคณะสงฆ์หรือพระพุทธศาสนา จะต้องมีขอบเขตที่ถูกต้อง โดยเป็นไปเพื่อเกื้อกูลกันทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายคณะสงฆ์ในฐานะเป็นผุ้นำทางจิตวิญญาณของประชาชนในสังคม มีหน้าที่สงเคราะห์ด้วยธรรม ให้ประชาชนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม และแนะนำผู้ปกครองรัฐให้บริหารงานแผ่นดินด้วยธรรม ที่เรียกว่า "ธรรมรัฐ" หากรัฐมีพฤติกรรมไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม คณะสงฆ์ก็สามารถชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ได้ แต่ไม่เข้าแทรกแซงหรือก้าวก่ายอำนาจภายในของรัฐ ตลอดจนวางตัวเป็นกลางไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


     ในส่วนของรัฐ พึงมีหน้าที่ต่อคณะสงฆ์และพุทธศาสนา 2 ด้าน ได้แก่

1. ปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา เมื่อยามที่พระพุทธศาสนาเกิดปัญหาขึ้น ทั้งปัญหาที่เกิดจากภายในและจากการทำลายของภายนอก รัฐจะต้องเข้ามาช่วยคณะสงฆ์แก้ปัญหาดังกล่าว และรักษาแก่นพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ ดังเช่นพระมหากษัตริย์ได้ทรงอุปถัมภ์การสังคายนาทุกครั้งเพื่อรักษาพระไตรปิฎกให้มีความบริสุทธิ์ เมื่อยามที่บ้านเมืองระส่ำระสายจากภัยสงคราม ทำให้คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาสูญหาย และกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆ เมื่อสงครามสงบลง พระมหากษัตริย์ทรงเห็นความสำคัญของการรักษาพระไตรปิฎก จึงได้ทำการรวบรวมคัมภีร์ให้ครบถ้วน

2. อุปถัมภ์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา ด้วยการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและกิจการคณะสงฆ์ให้เจริญรุ่งเรือง ส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรได้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมคันถธุระและวิปัสสนาธุระ แก่คณะสงฆ์ กล่าวคือ การส่งเสริมด้านการศึกษาเล่าเรียนและด้านปฏิบัติแก่พระภิกษุสามเณร ให้ความช่วยเหลือด้านปัจจัย 4 แก่คณะสงฆ์เพื่อใช้ในกิจการพระศาสนา

หากรัฐจะตรากฎหมายสำหรับพระสงฆ์ จำเป็นต้องเข้าใจในขอบเขตความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ กฎหมายที่ออกมาจะเป็นไปเพื่อส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

Dr.Tik

ความสอดคล้องระหว่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์กับพระธรรมวินัย

     ในส่วนของพระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือมหาเถรสมาคม หรือพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่มีบทบาทในการร่าง พรบ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่นี้ จะต้องตั้งหลักให้ถูกก่อนที่จะเขียนข้อความใดๆ ลงในร่าง พรบ. เนื่องจากจะต้องใช้ตราเป็นกฎหมายบังคับสงฆ์ทั่วประเทศ ทั้งที่ทุกฝ่ายต่างก็อ้างกันว่าพระราชบัญญัติจะต้องให้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ดังนั้น คำว่า "พระธรรมวินัย" จึงน่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะถอดรหัสปมของความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ ได้ เนื่องจากพระธรรมวินัยมีหนึ่งเดียว ทุกฝ่ายเคารพพระธรรมวินัยอันเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว บัญญัติไว้ดีแล้ว เมื่อใช้พระธรรมวินัยเป็นฐานในการร่างพระราชบัญญัติจริงแล้ว ทุกอย่างเป็นอันยุติ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า

1. เรายอมรับเอาพระธรรมวินัยกันด้วยใจจริงหรือไม่ หรือเพียงแค่การนำมาอ้างเพื่อให้เหตุผลฝ่ายตนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเท่านั้น

2. ผู้ที่ยกร่าง พรบ. นั้นจะมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัยดีพอถึงกับเขียนกฎหมายทุกมาตราออกมาโดยที่ไม่มีข้อใดขัดกับพระธรรมวินัยเลย

3. การยกร่างนั้น เราจะมีความบริสุทธิ์ใจเพื่อรักษาพระธรรมวินัยมากน้อยเพียงใด มีความกล้าหาญทางธรรมพอหรือไม่ที่รักษาความถูกต้องของพระธรรมวินัยโดยยอมเสียอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องได้



     ดังนั้น หากเราต้องการให้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ มีความถูกต้องตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริง เราจะต้องกล้าพอที่จะเอาหลักพระธรรมวินัยมาตรวจสอบกับวัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ปัจจุบันแล้วชี้ชัดลงไป หากพบว่าสิ่งใดถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็รักษาสิ่งนั้นไว้ แล้วนำมาเขียนเป็นกฎหมายต่อไป แต่ถ้าพบว่าสิ่งใดขัดกับพระธรรมวินัย จะต้องยกเลิกข้อปฏิบัตินั้นทันที โดยเขียนลงใน พรบ.ให้ชัดเจน


เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเป็น พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ จะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของคณะสงฆ์ที่เคยยึดถือมานมนาน ซึ่งเป็นที่กังขาชาวพุทธว่าข้อปฏิบัติดังกล่าวนั้นถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่เพียงใด ได้แก่

1. ระบบการปกครองสงฆ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ซึ่งตามพระธรรมวินัยมีการปกครองโดยระบบอุปัชฌาย์อาจารย์ ที่ดูแลรับผิดชอบศิษย์ของตนอย่างใกล้ชิด แต่ระบบการปกครองสงฆ์ปัจจุบันอาศัยอำนาจการปกครองที่มาจากการแต่งตั้งจากเบื้องบน ละทิ้งระบบอุปัชฌาย์อาจารย์เสีย ที่ยังเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์กันอยู่ก็เป็นเพียงขั้นพิธีกรรมเท่านั้น พอเสร็จสิ้นพิธีกรรมบวชแล้ว ส่วนใหญ่ก็ขาดการอบรมขัดเกลาจากอุปัชฌาย์อาจารย์

2. ระบบสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์ไทย มีความถูกต้องสอดคล้องกับพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์หรือไม่ ซึ่งตามพระธรรมวินัยแล้ว อุดมการณ์ของสงฆ์จะต้องเป็นไปเพื่อความมักน้อย ลด เลิก ละ สิ่งที่เป็นลาภ ยศ ชื่อเสียง อำนาจบาตรใหญ่ ลดการยึดมั่นถือมั่นในตัวตนให้ลดน้อยลง ไม่อยากมีอยากเป็น ไม่อยากเด่นอยากดัง หากเห็นว่าสมณศักดิ์ของคณะสงฆ์ไทยมีเป็นไปตามพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์แล้ว จะรักษาไว้ก็มิใช่สิ่งที่เสียหาย แต่ถ้าเห็นว่าขัดกับพระธรรมวินัยอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็ควรเขียนกฎหมายยกเลิกไปเลย

3. ระบบการศึกษาของสงฆ์ทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาปริยัติธรรมของคณะสงฆ์ไทย ได้แก่นักธรรม และบาลีที่พระภิกษุสามเณรแทบทุกรูปต้องเรียน (นักธรรม) เป็นการศึกษาที่เป็นไปตามระบบไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา อย่างถูกต้องตามความหมายของการศึกษาของพระพุทธศาสนาหรือไม่ และมีความสมบูรณ์ทั้งด้านปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธหรือไม่ ปัจจุบันนี้เรายินดีหรือไม่กับคุณภาพของพระภิกษุสามเณรที่จบการศึกษานักธรรมและบาลี ท่านที่จบการศึกษาในระบบดังกล่าวแล้วสามารถจรรโลงพระศาสนา เผยแพร่หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนาได้หรือไม่ ซึ่งเป็นคำตอบที่จะต้องตอบแบบตรงไปตรงมา หากเห็นว่าคุณภาพพระเณรที่เป็นอยู่ปัจจุบันดีแล้ว ก็ต้องรักษาระบบดังเดิมไว้ต่อไป แต่ถ้าเห็นว่าคุณภาพที่เป็นอยู่ไม่สามารถจรรโลงพระธรรมวินัยไว้ได้ ขาดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนที่ลึกซึ้ง พระภิกษุสงฆ์ไม่สามารถเผยแพร่แก่นของพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนได้ ก็ควรปรับระบบการศึกษากันใหม่ โดยร่างเป็นกฎหมายใน พรบ. ฉบับนี้

4. ความเชื่อและการปฏิบัติทางไสยศาสตร์ ที่มีพระภิกษุสงฆ์จำนวนไม่น้อยได้ใช้ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เช่น เวทมนต์ คาถา สะเดาะเคราะห์ ทำเครื่องรางของขลัง ปลุกเสก ทำมนต์เสน่ห์ ฯลฯ ความเชื่อและวิธีปฏิบัตินี้ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ หากเห็นว่าถูกต้องตามพระธรรมวินัยทุกประการก็ไม่ต้องแก้ไขก็ได้ แต่ถ้าเห็นว่าเป็นความเชื่อและการปฏิบัติที่ขัดต่อหลักพุทธศาสนา ที่สอนให้คนมีปัญญา ไม่พึ่งพาอำนาจที่ไร้สาระ ขัดกับหลักกรรมทางพุทธศาสนา ก็ควรเขียนเป็นมาตราหนึ่ง เพื่อบังคับมิให้พระภิกษุปฏิบัติ

5. การก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ภายในวัด ควรจะมีขอบเขตอย่างไร จึงจะสมกับความเป็นวัดตามธรรมวินัย สภาพที่เป็นอยู่คือพระสงฆ์ไม่น้อยมุ่งแข่งขันกันสร้างวัตถุภายในวัดจนเกินความจำเป็น ทำให้เห็นภาระเรื่องการก่อสร้างเป็นเรื่องสำคัญกว่าการทำหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์ตามพระธรรมวินัย หากเห็นว่าสภาพดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ดีก็แล้วไป แต่ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้องกับหน้าที่ตามพระธรรมวินัยที่พระภิกษุสงฆ์ควรจำเป็น ก็ควรทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นในพระราชบัญญัตินี้


     เมื่อพิจารณาเห็นว่าสิ่งใดที่เป็นสิ่งไม่เหมาะสมที่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจะพึงปฏิบัติก็ให้ยกเลิกสิ่งนั้นเสีย
 สิ่งใดที่เป็นแนวทางถูกต้องตามพระธรรมวินัยแล้ว ก็ควรส่งเสริมให้มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
จะอย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ไม่ว่าฉบับใดก็ตาม จะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง หากพระราชบัญญัติฉบับใดไม่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นการขัดต่อพระธรรมวินัยโดยสิ้นเชิง
ขอตั้งความหวังไว้ว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่นี้ ขอให้เป็นฉบับที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัยมากที่สุด อย่าให้ซ้ำรอยเดิมกับพระราชบัญญัติที่ผ่านมาเลย


พระมหาบุญเพียร ปุญฺญวิริโย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
ห้องเรียนวัดศรีบุญเรือง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่




ที่มา :  http://www.apsense.com/article/129146.html

JaY


ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้   
ธาตุน้ำ  ธาตุไฟ  ธาตุลม   ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้
ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป

สัทธรรมปฏิรูปกสูตร
เล่ม 26 หน้า 631