ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Dr.Tik

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 06:57:59 AM »
อ้างจาก: author=พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ link=topic=1267.msg11429#msg11429 date=1219517661


คำถามสำหรับชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนาในปัจจุบันก็คือว่า
ระหว่างภิกษุที่ศึกษาพุทธธรรมและประพฤติปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี    
กับ    ภิกษุที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมและไม่ประพฤติปฏิบัติตามเลย

แต่ภิกษุที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมนี้กลับให้ความสำคัญแก่พุทธรูป  (ทองเหลือง – ทองแดงหล่อ)  
ซึ่งพุทธรูปดังว่านั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามนักหนาในคำสอนพุทธเจ้า

แล้วชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนาทั้งหลายคิดว่า    
ภิกษุกลุ่มใดที่จะธำรงทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า
ให้เจริญรุ่งเรืองตั้งอยู่ได้นานและเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว





อ้างจาก: author=พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ link=topic=1267.msg11429#msg11429 date=1219517661
หรือจะเปรียบเทียบให้เห็นในเรื่องของครอบครัวทางโลกที่มีพ่อ – แม่    และลูก  2  คน
พ่อ – แม่   ได้อบรมพร่ำสอนลูกทั้งสองคนนั้นให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม   
ไม่ให้ทำตัวอันธพาลเกะกะระรานชาวบ้าน    อยู่ต่อมาไม่นานพ่อ – แม่   ก็ได้ตายจากลูกทั้งสองคนไป     

ลูกคนหนึ่งไม่เก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้เลย
ปล่อยให้ไฟทำหน้าที่เผาผลาญไปตามธรรมชาติ     
แต่ลูกคนนี้กลับระลึกถึงคำสอนของพ่อ – แม่อยู่เสมอและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ลูกคนนี้เป็นคนมีศีลมีธรรม   ไม่ขี้เหล้าเมายา    ไม่เป็นอันธพาลเกเร   
เป็นคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

แต่ลูกอีกคนหนึ่งเก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้และทำการกราบไหว้บูชาเสมอ     
แต่ลูกคนนี้ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนของพ่อ – แม่  ได้     
เป็นคนไม่มีศีลธรรม   เป็นคนขี้เหล้าเมายา    เป็นคนอันธพาลเกเร
เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

ระหว่างลูก  2   คนนี้     
ลูกคนไหนที่คนในสังคมควรจะยกย่องและเชิดชูว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียง
และเกียรติยศที่ดีงามให้แก่วงศ์ตระกูลของตัวเอง



เป็นธรรมะที่ชัดเจนมากค่ะ  อ่านแล้วโดนใจจริงๆ ค่ะ  /\ /\ /\

jirarought

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 07:15:58 AM »
      ชัดเจนและสว่างอย่างยิ่งครับ /\ /\ /\ /\ /\

keng

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 08:25:40 AM »
อ้างถึง
หรือจะเปรียบเทียบให้เห็นในเรื่องของครอบครัวทางโลกที่มีพ่อ – แม่    และลูก  2  คน
พ่อ – แม่   ได้อบรมพร่ำสอนลูกทั้งสองคนนั้นให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม   
ไม่ให้ทำตัวอันธพาลเกะกะระรานชาวบ้าน    อยู่ต่อมาไม่นานพ่อ – แม่   ก็ได้ตายจากลูกทั้งสองคนไป     

ลูกคนหนึ่งไม่เก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้เลย
ปล่อยให้ไฟทำหน้าที่เผาผลาญไปตามธรรมชาติ     
แต่ลูกคนนี้กลับระลึกถึงคำสอนของพ่อ – แม่อยู่เสมอและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ลูกคนนี้เป็นคนมีศีลมีธรรม   ไม่ขี้เหล้าเมายา    ไม่เป็นอันธพาลเกเร   
เป็นคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

แต่ลูกอีกคนหนึ่งเก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้และทำการกราบไหว้บูชาเสมอ     
แต่ลูกคนนี้ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนของพ่อ – แม่  ได้     
เป็นคนไม่มีศีลธรรม   เป็นคนขี้เหล้าเมายา    เป็นคนอันธพาลเกเร
เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

ระหว่างลูก  2   คนนี้     
ลูกคนไหนที่คนในสังคมควรจะยกย่องและเชิดชูว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียง
และเกียรติยศที่ดีงามให้แก่วงศ์ตระกูลของตัวเอง

สุดยอดเลยครับ ชัดเจนเห็นภาพ คิดว่า อุปมาโวหารแบบนี้ ชาวบ้านตาสีตาสาทั่วๆไปก็ยังน่าจะเข้าใจเลยนะครับ ขอบคุณครับ

noomkku

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 03:26:59 PM »
      ลองคิดดูประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศที่ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก แล้วทำไมทุกวันนี้จึง
เสื่อมถอยลง เพราะยึดติดในวัตถุมิใช่เหรอ เน้นแต่การสร้างวัตถุ มิใช่เหรอ สร้างนั่่นสร้างนี้มาแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างพระพุทธรูปอย่างสวยงาม แล้วขายพระพุทธรูป จนทุกบ้านทุกคนมีพระพุทธรูปเต็มบ้านเต็นคอกันหมดเน้นพิธีกรรมเน้นการสวดมนต์(ขนาดเขาสวดแล้วเข้าใจ
ความหมายนะครับเพราะเป็นภาษาเขา แต่บ้านเราสวดภาษาเขาแถมยังไม่เข้าใจความหมายของคำสวดอีก) แต่การสวดนั้นเป็นการสวดเพื่ออ้อนวอนวิงวอนขอนั่นขอนี่ ไม่นำพาคำสวดคำสอนนั้นมาปฏิบัติ
ไม่ได้ศึกษาแก่นแท้ของพุทธศาสนาเลยสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการที่ศาสนาพุทธถูกกลืนหายไป
เพราะเอาความถูกใจมาก่อนความถูกต้อง มิใช่เหรอศาสนาพุทธต้องใช้ปัญญาและความเพียรปฏิบัติ
เป็นอย่างมาก ต่างกับศาสนาพราหมณ์ ที่เพียงแค่สวดมนต์อ้อนวอนขอเทพเจ้าให้ช่วยอย่างนั้นอย่างนี้
ซึ่งเป็นการง่ายๆๆๆ กว่ากันตั้งเยอะ จนเกิดความมักง่ายอ้างแบบมั่วๆ ว่า ศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์
เป็นศาสนาเดียวกันแยกกันไม่ออก สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่ศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาแห่งเทพเจ้าศาสนาแห่งพิธีกรรม ศาสนาแห่งการสวดอ้อนวอน สวดวิงวอน
(ในไทยก็เห็นได้หลายเทพเลย ตั้งศาลกันเพียบทั้งเจ้าแม่ เจ้าพ่อ คนขายธูปเทียน ขายพวงมาลัย ขายเครื่องบูชา เครื่องบวงสรวงร่ำรวย) 
      ผมคิดว่าถ้าประเทศไทยเรายังคงยึดติดในวัตถุ ยังคงไม่ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ ยังคงใช้ความถูกใจ
มากกว่าความถูกต้องตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า อีกไม่นานก็คงจะเป็นเหมือนประเทศอินเดีย
ที่ศาสนาพุทธถูกกลืนหายไปเช่นเดียวกันมั้งครับ

หลายคนเขาว่า พระและโยมกลุ่มนี้ สร้างกระแสความแตกแยก สร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม
เลยพยายามให้ข้อเสนอแนะ ให้ข้อคิดเห็น(ส่วนตัว) เพื่อแก้ไขปัญหา คือ

ข้อเสนอแนะหรือทางออกที่ดีของหลวงพ่อเกษม คือ
      1.ให้หลวงพ่อเกษมสอนให้ถูกใจชาวบ้านทั้งประเทศ อะไรพอจะอนุโลมเอาเองได้ก็ให้หลวงพ่อทำเลย
ขอแต่อย่าขัดใจชาวบ้านทั้งประเทศ จะสอนอะไรก็ให้คำนึงถึงจิตใจชาวบ้านทั้งประเทศนะครับ
      2.หลวงพ่อเป็นศิษย์ของพระอุปัชฌาท่านไหนก็ให้ปฏิบัติตามแนวทางของท่านนั้น ไม่ต้องทำตาม
ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ในคราวก่อนเพราะมันนานมาแล้ว 2,551 กว่าปีมาแล้ว
ต้องปรับปรุงให้ทันตามสมัยนิยมจึงจะถึงว่าเป็นพระทันสมัย เป็นพระที่มีความคิดประยุกต์ ก้าวทันโลก
      3.ให้หลวงพ่อสอนตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฎกก็ได้แต่อย่าเอามาทั้งหมดเพราะ
คนส่วนใหญ่เขาทำไม่ได้ ต้องเห็นใจคนส่วนใหญ่ถึงแม้เขาจะเห็นผิดเพี้ยนไปบ้างก็ช่างเขานะครับหลวงพ่อ
      4.พระภิกษุในประเทศไทยส่วนใหญ่เขาปฏิบัติเคร่งครัดอย่างหลวงพ่ออย่างพระวัดสามแยกไม่ได้
เพราะต้องเอาใจญาติโยม สงสารญาติโยม ท่านเหล่านั้นก็รู้ว่ามันผิดพระวินัยแต่ท่านก็ผิด เพราะจำใจ เห็นใจญาติโยม ต้องยอมให้เป็นไปตามกระแสสังคม สังคมชอบการสวดมนต์ สังคมชอบการกราบไหว้บูชา สังคมต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวที่เป็นวัตถุสามารถเห็นได้จับต้องได้ จึงจำเป็นต้องปลุกเสก เลขยันต์ ใบหวย สะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา ดูดวงดูลายมือ เงินก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ ค่านั่นค่านี่ของวัด พระจำเป็นต้องเรียนวิชาของทางโลกเพราะจะได้ก้าวทันโลกต้องสอบได้ปริญญาตรี ปริญญาโท
ปริญญาเอก จึงจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ฉะนั้น หลวงพ่ออย่ากล่าวโทษพระรูปอื่นๆ เลยครับ
เพราะท่านเหล่านั้นทำด้วยความจำเป็นจริงๆ
      5.หลวงพ่อจะสอนยังไงก็สุดแล้วแต่หลวงพ่อแต่อย่างให้กระทบกระเทือนพระรูปอื่นๆ นะครับ
          ถ้าไม่อย่างงั้น สังคมจะลงโทษหลวงพ่อด้วยการใช้กฎหมายบ้านเมืองบีบบังคับเพราะถือว่า ยังไง
หลวงพ่อก็เป็นคนไทย สัญชาติไทย ต้องเคารพกฎหมายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของไทย


ดีไหมครับ 5 ข้อเสนอแนะที่ผมกล่าวมา  ;D ;D  ไร้สาระไหมครับ

      /\ /\ /\    ไหนๆ ก็คิดจะแก้ไขศาสนาแล้ว หันหัวเรือสู้แล้ว ก็เดินหน้าเต็มที่เลยครับ อย่าท้อทอยนะครับหลวงพ่อเกษม,พระวัดสามแยก,เหล่าญาติธรรมของหลวงพ่อทุกคน
ผมนายอภิชัย  รากแก่น อีก 1 คน 1 ใจ 1 แรงพร้อมที่จะร่วมแรงร่วมใจไปกับแนวทางนี้
ถึงแม้จะมีอุปสรรคขนาดไหนผมจะไม่เปลี่ยนใจโดยเด็ดขาด สู้เพื่อธรรม สู้เพื่อความถูกต้อง ถ้าจะตายก็ให้ตายไปกับความถูกต้อง ดีกว่าอยู่อย่างหน้ามืด ตามัว  /\ /\ /\

 /\ /\ /\ หลวงพี่ ยกตัวอย่างได้เหมาะสมดีครับ แต่ผมก็คิดว่า ยังไม่ถูกใจคนที่เห็นต่างอยู่ดี อย่าพึ่งท้อทอย
นะครับ บางคนต้องพูดเรื่องเดิมซ้ำๆๆๆๆๆๆ  ถึงจะเข้าใจ เพราะคนที่เห็นต่างเขาอยากให้พระกลุ่มนี้ โยมกลุ่มนี้ทำให้ใกล้เคียงกับข้อเสนอแนะ 5 ข้อนั่นครับ ข้อสังเกตุนะครับ คนที่เข้าใจอะไรๆ ยาก ไม่เชื่อ
อะไรๆ ง่ายๆ พอคนพวกนี้เขาได้ศึกษาได้เข้าใจและลองได้เชื่อแล้วเขาจะเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่มากชนิดที่ว่า
เอาชีวิตเข้าแลกเลยก็ได้ ฉะนั้นอย่าพึ่งเบื่อหน่ายอย่าพึ่งท้อแท้ที่จะสั่งสอนนะครับ เพราะเห็นหลายกระทู้
จะถามเรื่องเดิมๆ ผู้ตอบก็ตอบเรื่องเดิมๆ วนไปวนมา
       ประเภทที่ 1 สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตนเอง
       ประเภทที่ 2 สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้เพียงแค่ผู้อื่นชี้แนะ
       ประเภทที่ 3 สามารถเรียนรู้้และเข้าใจได้แต่ต้องอาศัยผู้อื่นประคับประคองส่งเสริมอย่างมาก
       ประเภทที่ 4 ไม่สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้เลย
ขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ จงบันดาลบุญของข้าฯ ให้ถึงแก่ ญาติ,เทพรักษา,นายเวรที่มาถึงและเชื้อโรคของ
ข้าฯ , ของญาติธรรมของหลวงพ่อทุกคนตลอดจนผู้ที่ต้องการบุญจากข้าฯ ตลอดไป.
 

dexdee

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 05:30:42 AM »
พระพุทธศาสนาจะธำรงสืบต่อไปได้..มิใช่มีวัดวาอารามใหญ่โต..หรือพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุด..หรือแม้แต่ประเพณีนิยม..หากแต่เราชาวพุทธต่างหากที่จะต้องปฎิบัติตามพระธรรมคำสอนของพระองค์นั่นจึงจะทำให้พุทธศาสนาของเราธำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน...มิใช่แค่เปลือกที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

supawit

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 06:31:08 AM »
ตอบ #21 เมื่อ: วันนี้ เวลา 11:12:33 pm » อ้างถึง แก้ไข 

--------------------------------------------------------------------------------
มีบางส่วนพิมพ์ผิดครับอาจทำให้งง ผมเลยโพสใหม่ครับ
พอดีผมอ่านแล้วตรงกลับที่ผมสงสัยพอดีครับ ผมขออนุญาติถามอีกรอบนะครับ แต่ขออธิบายคำถามอย่างนี้นะครับ
1.(คนสร้างพระพุทธรูป(แจกฟรี)--> ทำเพื่อให้คนรับระลึกถึงหรือน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้า โดยคิดว่าพระพุทธรูปก็แค่ทองเหลืองหล่อ แต่พอมีประโยชน์ที่ทำให้ผู้อื่นเห็นแล้วง่ายต่อการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เขาจึงทำการนั้น
     คนรับรับพระพุทธรูปมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการระลึกถึงพระพุทธเจ้า คนรับเมื่อน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้าก็เอาดอกไม้ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูป โดยไม่ได้ถวายพระพุทธรูป แต่อาศัยพระพุทธรูปชี้นำให้จิตน้อมไปหาพระพุทธเจ้า การวางดอกไม้จึงเพื่อเป็นการน้อมถึงคุณ ระลึกถึงคุณ เป็นการวางด้วยความปิติ) ข้อนี้ควรหรือไม่ควรทำ แล้วถ้าไม่ควร จะเริ่มตั้งแต่ใคร คนสร้างหรือผู้รับ และขั้นตอนไหนที่ผิด

2..(คนสร้างพระพุทธรูป(ขาย)--> ทำเพื่อให้คนรับระลึกถึงหรือน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้า แต่ไม่มีทุนสร้างแต่อยากทำ จึงคิดว่าถ้าขายเขาจะมีทุนมาสร้างต่อ โดยคิดว่าพระพุทธรูปก็แค่ทองเหลืองหล่อ แต่พอมีประโยชน์ที่ทำให้ผู้อื่นเห็นแล้วง่ายต่อการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เขาจึงทำการนั้น

     คนรับซื้อพระพุทธรูปมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการระลึกถึงพระพุทธเจ้า คนรับเมื่อน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้าก็เอาดอกไม้ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูป โดยไม่ได้ถวายพระพุทธรูป แต่อาศัยพระพุทธรูปชี้นำให้จิตน้อมไปหาพระพุทธเจ้า การวางดอกไม้จึงเพื่อเป็นการน้อมถึงคุณ ระลึกถึงคุณ เป็นการวางด้วยความปิติ) ข้อนี้ควรหรือไม่ควรทำ แล้วถ้าไม่ควร จะเริ่มตั้งแต่ใคร คนสร้างหรือผู้รับ และขั้นตอนไหนที่ผิด

3.คนสร้างพระพุทธรูป(ขาย)--> เพื่อทำกำไร คิดถึงแต่ว่าเอาล่ะเราจะใช้ประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเห็นแล้วคิระลึกถึงพระพุทธเจ้า มาทำกำไรหรือประโยชน์ให้ตนเอง เขาจึงทำการนั้น
     คนรับซื้อพระพุทธรูปมาเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการระลึกถึงพระพุทธเจ้า คนรับเมื่อน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้าก็เอาดอกไม้ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูป โดยไม่ได้ถวายพระพุทธรูป แต่อาศัยพระพุทธรูปชี้นำให้จิตน้อมไปหาพระพุทธเจ้า การวางดอกไม้จึงเพื่อเป็นการน้อมถึงคุณ ระลึกถึงคุณ เป็นการวางด้วยความปิติ) ข้อนี้ควรหรือไม่ควรทำ แล้วถ้าไม่ควร จะเริ่มตั้งแต่ใคร คนสร้างหรือผู้รับ และขั้นตอนไหนที่ผิด


4.(คนสร้างพระพุทธรูป(แจกฟรี)--> ทำเพื่อให้คนรับระลึกถึงหรือน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้า โดยคิดว่าพระพุทธรูปก็แค่ทองเหลืองหล่อ แต่พอมีประโยชน์ที่ทำให้ผู้อื่นเห็นแล้วง่ายต่อการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เขาจึงทำการนั้น
     คนรับรับพระพุทธรูปมาเพื่อนำมาบูชา(บูชากราบไว้ขอให้เป็นที่พึ่ง*ต้องขอทำความเข้าใจนะครับ ที่พึ่งกลับที่ระลึกความหมายไม่เหมือนกัน) คนรับก็เอาดอกไม้ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูป เพื่อบูชา ข้อนี้ควรหรือไม่ควรทำ แล้วถ้าไม่ควร จะเริ่มตั้งแต่ใคร คนสร้างหรือผู้รับ และขั้นตอนไหนที่ผิด

5. (คนสร้างพระพุทธรูป(ขาย)--> ทำเพื่อให้คนรับระลึกถึงหรือน้อมจิตถึงพระพุทธเจ้า แต่ไม่มีทุนสร้างแต่อยากทำ จึงคิดว่าถ้าขายเขาจะมีทุนมาสร้างต่อ โดยคิดว่าพระพุทธรูปก็แค่ทองเหลืองหล่อ แต่พอมีประโยชน์ที่ทำให้ผู้อื่นเห็นแล้วง่ายต่อการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เขาจึงทำการนั้น

    คนรับซื้อพระพุทธรูปมาเพื่อนำมาบูชา(บูชากราบไว้ขอให้เป็นที่พึ่ง*ต้องขอทำความเข้าใจนะครับ ที่พึ่งกลับที่ระลึกความหมายไม่เหมือนกัน) คนรับก็เอาดอกไม้ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูป เพื่อบูชา ขออธิบายเพิ่มนะครับ คนรับที่ซื้อเพราะคิดว่านี้คือรูปลักษณ์ที่แทนพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นทั้งที่พึ่งและที่ระลึก (หวังพึ่งพระพุทธรูป)ข้อนี้ควรหรือไม่ควรทำ แล้วถ้าไม่ควร จะเริ่มตั้งแต่ใคร คนสร้างหรือผู้รับ และขั้นตอนไหนที่ผิด
ขออธิบายเพิ่มนะครับ คนรับที่ซื้อเพราะคิดว่านี้คือรูปลักษณ์ที่แทนพระพุทธเจ้า ทั้งเป็นที่พึ่งและที่ระลึก

6.คนสร้างพระพุทธรูป(ขาย)--> เพื่อทำกำไร คิดถึงแต่ว่าเอาล่ะเราจะใช้ประโยชน์จากการที่ผู้อื่นเห็นแล้วคิระลึกถึงพระพุทธเจ้า มาทำกำไรหรือประโยชน์ให้ตนเอง เขาจึงทำการนั้น
     คนรับซื้อพระพุทธรูปมาเพื่อนำมาบูชา(บูชากราบไว้ขอให้เป็นที่พึ่ง*ต้องขอทำความเข้าใจนะครับ ที่พึ่งกลับที่ระลึกความหมายไม่เหมือนกัน) คนรับก็เอาดอกไม้ไปวางไว้หน้าพระพุทธรูป เพื่อบูชา ขออธิบายเพิ่มนะครับ คนรับที่ซื้อเพราะคิดว่านี้คือรูปลักษณ์ที่แทนพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นทั้งที่พึ่งและที่ระลึก (หวังพึ่งพระพุทธรูป)ข้อนี้ควรหรือไม่ควรทำ แล้วถ้าไม่ควร จะเริ่มตั้งแต่ใคร คนสร้างหรือผู้รับ และขั้นตอนไหนที่ผิด
ขออธิบายเพิ่มนะครับ คนรับที่ซื้อเพราะคิดว่านี้คือรูปลักษณ์ที่แทนพระพุทธเจ้า ทั้งเป็นที่พึ่งและที่ระลึก


ไล่คำถามมายาวเลยครับ แต่ผมมีคำถามที่ต้องการรู้แค่คำถามนี้ครับ
 คำถามคือ ถ้าคนที่กราบไว้พระพุทธรูปเพียงเพื่อต้องการให้ใจน้อมไปหาพระพุทธเจ้า หรือเพื่อระลึกถึงพระพุทธเจ้าเพราะเป็นวัสถุชี้นำที่ง่ายต่อการชี้นำให้ระลึกถึงพระพุทธ ข้อเน้นนะครับเพียงเพื่อใช้ระลึกถึงไม่ใช่ใช้เพื่อเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า หรือยึดติดว่านี้คือรูปลักษณ์ของพระพุทธเจ้า--->( ผมหมายความว่า คนคนนี้อาจอยู่ดีๆเดินไปแล้วไหว้ต้นไม้ ไหว้ป้ายโฆษณา ไหว้ถังน้ำ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจน้อมให้เขาระลึกถึงพระพุทธเจ้า)---> เพราะผมจำได้ว่ามีพระสูตรหนึ่งกล่าวว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดหวาดสะดุ้ง หรือกลัวให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์ ดังนั้นถ้าคนๆนี้เห็นพระพุทธรูปแล้วง่ายต่อการน้อมจิตใจไปหาพระพุทธเจ้า ดังนั้นการที่คนนี้จะเก็บพระพุทธรูปไว้ผิดไหมครับ
 ผมขอขยายความคำว่าวัสถุชี้นำหน่อยครับเดียวจะงง วัสถุชี้นำของผมหมายถึงสิ่งของใดๆก็ตามที่เป็นตัวนำพาหรือโน้มน้าวให้เกิดการระลึกถึง
 ขออภัยอีกอย่างครับ เรื่องพระสูตรที่ว่าผมอาศัยฟังเขาอ่านคำแปล ถ้าผมแปลผิดต้องกราบขออภัยมา ณ. ที่นี้ครับ
 อีกคำถามครับ พระพุทธเจ้าเคยบอกว่าพระองค์เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ไหมครับถ้ามีบอกผมด้วยครับ หรือมนุษย์เราเองเป็นคนบอกว่าพระองค์เป็นที่พึ่ง   ผมรู้แต่ให้ระลึกถึงพระองค์เวลาหวาดสะดุ้ง อันนี้ถามเพราะผมไม่รู้จริงๆ แต่ว่ามีความหมายที่แตกต่างกันมากครับ ผมเป็นคนพุทธนะครับแต่ไม่รู้จริงๆถึงถาม
ธัญณุพัสตร์ เสวกวัง

tamroy

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2008, 05:03:35 PM »
อนุโมทนากับคุณ supawit ผู้ตั้งคำถามครับ
อนุโมทนากับคุณ ธงรบ ด้วยครับ

supawit

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2008, 03:59:11 AM »
อนุโมทนากับคุณธงธงด้วยครับ

tamroy

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2008, 04:12:21 PM »
อ้างจาก: author=supawit link=topic=1267.msg11493#msg11493 date=1219697951
อนุโมทนากับคุณธงธงด้วยครับ

อะจึ๋ย ขอแก้ไข
ธงรบ คร้าบ ไม่ใช่ ธงธง  :D :D :D

lak

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: มีนาคม 22, 2009, 05:15:24 PM »
           ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมคะ...อย่าว่าแต่คุณ ปรเมสฐ์ บุญศรี เลยแม้แต่พระสมัยนี้อยู่ในเพศนักบวชแท้ๆก็ยังไม่รู้จักการเคารพพระศาสดาจริงๆกันหรอก  แม้รู้ว่าการกระทำนี้ผิดวินัย ก็มักจะอ้างว่าต้องอยู่กับสิ่งสมมุติ อ้างว่าสมัยพระพุทธเจ้ากับสมัยนี้ต่างกันลิป  สารพัดข้อที่จะสรรหามาอ้างพระพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญู พระองค์ท่านจะตัรสสิ่งใด บัญญัติสิ่งใดไว้ไม่มีโครผู้ใดจะลบล้างได้เด็ดขาด    ผู้ออกบวชคือผู้ที่น้อมนำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาประพฤติ ปฏิบัติไม่เคารพในพระวินัยที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้   ยังคิดว่าเป็นนักบวชอยู่หรือ???? 

PICHAI KURATTANASIR

Re:มหาโจร
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2011, 02:30:42 AM »

   

๕. จตุตถปาราชิกกัณฑ์
(ว่าด้วยปาราชิกสิกขาบทที่ ๔)
              เริ่มเรื่องว่า พระพุทธเจ้าประทับ ณ เรือนยอดในป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี สมัยนั้นมีภิกษุหลายรูป ที่ชอบพอเป็นมิตรสหายกัน จำพรรษาอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา. สมัยนั้น เกิดทุพภิกขภัย๑ ในแคว้นวัชชี (ราชธานี ชื่อกรุงเวสาลี) ภิกษุทั้งหลายลำบากด้วยเรื่องอาหารบิณฑบาต จึงปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรดี.๒

              บางรูปเห็นว่า ควรช่วยแนะนำกิจการงานของคฤหัสถ์ บางรูปเห็นว่า ควรทำหน้าที่ทูต (คือนำความข้างนี้ไปบอกข้างนั้น นำความข้างนั้นมาบอกข้างนี้ (คล้ายบุรุษไปรษณีย์) บางรูปเห็นว่า ควรใช้วิธีสรรเสริญกันและกันให้คฤหัสถ์ฟังว่า ภิกษุรูปนั้นรูปนี้ มีคุณวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น ได้ฌานที่ ๑ ฌานที่ ๒ เป็นต้น จนถึงว่าได้เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามี เป็นพระอรหันต์ มีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖. เมื่อเห็นว่าวิธีหลังนี้ดี จึงเที่ยวสรรเสริญกันและกันให้คฤหัสถ์ฟัง จึงได้รับเลี้ยงดูจากคฤหัสถ์ชาวริมน้ำวัคคุมุทาเป็นอย่างดี มีผิวพรรณผ่องใส เอิบอิ่ม. เมื่อออกพรรษาแล้ว จึงเก็บเสนาสนะ เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ กรุงเวสาลี.

              ปรากฏว่าภิกษุที่มาแต่ทิศทางอื่นล้วนซูบผอม ผิวพรรณทราม มีเส้นเอ็นขึ้นเห็นได้ชัด ส่วนภิกษุที่มาจากฝั่งน้ำวัคคุมุทา กลับอิ่มเอิบ อ้วนพี พระผู้มีพระภาคจึงตรัสถามทุกข์สุข และทรงทราบเรื่องนั้น จึงตรัสติเตียนและตรัสเรียกประชุมภิกษุทั้งหลาย ตรัสเรื่องมหาโจร ๕ ประเภท เปรียบเทียบกับภิกษุ คือ

มหาโจร ๕ ประเภท
              ๑. มหาโจรพวกหนึ่งคิดรวบรวมพวกตั้งร้อยตั้งพัน เพื่อจะเข้าไปฆ่า, ปล้น, เอาไฟเผาในคามนิคมราชธานี. ต่อมาก็รวบรวมพวกตั้งร้อยตั้งพันเข้าไปฆ่าปล้น เอาไฟเผาในคามนิคม ราชธานี เทียบด้วยภิกษุบางรูปคิดรวบรวมพวกตั้งร้อยตั้งพัน เพื่อจะจาริกไปในคามนิคม ราชธานี ให้คฤหัสถ์และบรรพชิตสักการะ เคารพ นับถือ บูชา อ่อนน้อม และได้จีวร บิณฑบาต ที่อยู่อาศัย ตลอดจนยารักษาโรค ต่อมาก็รวบรวมพวกตั้งร้อยตั้งพันจากริกไปในคามนิคม ราชธานี มีคฤหัสถ์บรรพชิตสักการะ เคารพ นับถือ บูชา อ่อนน้อม และได้จีวร บิณฑบาต ที่อยู่อาศัย ตลอดจนยารักษาโรค. นี้เป็นมหาโจรประเภทที่ ๑ (ซึ่งมีความปรารถนาลาภสักการะ แล้วก็ทำอุบายต่าง ๆ จนได้สมประสงค์).

              ๒. ภิกษุชั่วบางรูปเรียนพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ก็โกงเป็นของตนเอง (แสดงว่าตนคิดได้เอง ไม่ได้เรียนหรือศึกษาจากใคร). นี้เป็นมหาโจรประเภทที่ ๒.

              ๓. ภิกษุชั่วบางรูปใส่ความเพื่อนพรหมจารีผู้บริสุทธิ์ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ ด้วยข้อหาว่า ประพฤติผิดพรหมจรรย์ อันไม่มีมล. นี้เป็นมหาโจรประเภทที่ ๓.

              ๔. ภิกษุชั่วบางรูปเอาของสงฆ์ที่เป็นครุภัณฑ์ ครุบริขาร (ที่ห้ามแจกห้ามแบ่ง) เช่น อาราม ที่ตั้งอาราม วิหาร ที่ตั้งวิหาร เตียง ตั่ง เป็นต้น ไปสงเคราะห์คฤหัสถ์ ประจบคฤหัสถ์ (พราะเห็นแก่ลาภ). นี้เป็นมหาโจรประเภทที่ ๔.

              ๕. ภิกษุผู้อวดคุณพิเศษที่ไม่มีจริง ไม่เป็นจริง ชื่อว่าเป็นยอดมหาโจรในโลก เพราะบริโภคก้อนข้าวของราษฎรด้วยอาการแห่งขโมย.

              ครั้นแล้วทรงติเตียนภิกษุชาวริมฝั่งน้ำวัดคุมุทาด้วยประการต่าง ๆ พร้อมทั้งทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน เมื่ออวดไปแล้ว แม้จะออกตัวสารภาพผิดทีหลัง ก็ต้องอาบัติปาราชิก.



จากพระไตรปิฏกฉบับประชาชน

พิชัย

hattachai pojan

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2011, 11:17:14 PM »
ขอสนับสนุนแนวทางการสอนของ"หลวงปู่ เกษม อาจิณฺณสีโล"
            เพิ่งจะแวะเข้ามาอ่านในกระทู้นี้ อ่านดูแล้วไม่รู้ว่าผู้ตั้งกระทู้ได้รับคำตอบแล้วมีความคิดเห็นประการใด เพราะไม่ตอบกลับมา สำหรับผมแล้วขณะนี้ตอนนี้และต่อๆไปในภายภาคหน้าขอยืนยันว่า พระพุทธรูป ไม่ใช่ที่พึ่ง ที่เคารพ สักการะและไม่ใช่ตัวแทนพระบรมศาสดาผู้ตถาคตเจ้า แน่นอน ขอถามให้คิดตั้งแต่เริ่มมีพระพุทธรูปจนถึงปัจจุบันนี้ มีพระพุทธรูปจำนวนเท่าไหร่ ลองคำนวนดูคร่าวๆพอประมาณดังนี้
            -วัดในประเทศไทยสัก 10,000 วัด
            -พระพุทธรูปสัก 9 ปาง เช่น นาคปรก,ประทานพร,ห้ามสมุทร,สมาธีฯ
            -รุ่นต่างๆสัก 3 รุ่น เช่น ฉลองโบสถ์, เสาร์ 5,ในโอกาสพิเศษอื่นๆ
            -พิมพ์ต่างๆสัก 3 พิมพ์ เช่น สุโขทัย,อยุธยา,รัตนโกสินทร์
            -ขนาดต่างๆสัก 3 ขนาด โดยนิยมคือ เล็ก กลาง ใหญ่
            จะได้พระบูชา จำนวนมหาศาล คือ 10,000x9x3x3x3 = 2,430,000 องค์ เฉพาะในวัด แล้วประเทศไทยมีวัดจำนวนเท่าไหร่ล่ะครับ....?

            ทีนี้นับชาวพุทธที่มีพระพุทธรูปบูชาประจำบ้าน พอคร่าวๆดังนี้
            -ชาวพุทธสัก 500,000 ครัวเรือน
            -มีพระพุทธรูปสำหรับบูชาเฉลี่ยประมาณ 5 องค์ ต่อ 1 ครัวเรือน
            จะได้พระบูชาสำหรับชาวเรือน คือ 500,000x5 = 2,500,000 องค์ โดยประมาณ
            ยังไม่รวมสถานที่รัฐบาลและเอกชนต่างอีกประมาณสัก 1,000,000 องค์
เมื่อรวมแล้วมากมายมหาศาลจนนับไม่ได้ แล้วองค์ไหนคือตัวแทนของพระศาสดา พระพุทธรูปที่ท่านเคารพ สักการะ บอกหรือสอนอะไรอันนี้ขอถามนะครับ...!
           
   

     

hattachai pojan

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #27 เมื่อ: ตุลาคม 31, 2011, 11:54:46 PM »
ส่วนเรื่องญาติมีเรื่องให้คิดดังนี้(พอเห็นเป็นแนวทาง)
            ความเคารพในบุคคลไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทวด และญาติทั้งหลาย จะมีได้ก็ต่อเมื่อมีบุญคุณต่อกันเท่านั้นนอกนั้นไม่มี ใครอยากด่า อยากว่ายังไงก็เชิญตามสบาย เพราะถ้าไม่เคยทำเวรกรรมไม่ดีต่อกันมานับชาติไม่ได้แล้วมาตำหนิกันคงจะแปลกอยู่ แม้แต่องค์พระจอมไตร ยังถูกตามด่า ส่วน รูปของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับผมนั้นเผาเกลี้ยงไม่เหลือไว้ แม้แต่ตัวผมเอง รวมทั้ง แม่และพ่อ หากตายแล้วเผาหมดไม่เหลือสิ่งใดไว้ แต่การเผาครั้งนี้มีความพิเศษเพิ่มมาตรงที่ ไม่นำไปเผาที่วัดหรือ ฌาปณสถาน ไดๆทั้งสิ้น หากเป็นที่ท้ายไร่ของผมเอง จะได้ไม่มีกรรมรบกวนสถานที่และผู้คน ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ไม่สวด เพราะถึงทิ้งร่างไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่พระคูณ ความดี ที่ส่องแสงสว่างโชติช่วงอยู่ในใจให้ระลึกนึกถึง
           ผมเคารพพระบรมไตรโลกนาถศาสดา เพราะศรัทธาในคำสอนของพระองค์ท่าน
           ผมเคารพพระธรรมที่สมเด็จพระพุทธตรัสไว้เพราะปฏิบัติตามคำสอนแล้วประสบผลดีต่อตนเอง
           ผมเคารพพระสงฆ์เพราะท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้เห็นเป็นตัวอย่าง
สำหรับท่านอื่นถ้าทบทวนแล้วมีความคิดเห็นประการใด ช่วยโพสท์ข้อความคิดเห็นของท่านเล่าสู่กันฟังด้วยนะครับ
           
         จากคนเคยโง่ แต่จะไม่โง่ต่อไป พยายามจะศึกษาให้ฉลาดขึ้น....เรื่อยๆไป จนกว่าจะจบกิจที่เหมาะสมแก่ตน.

park1234

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2012, 12:38:48 AM »
อนุโมทนาคับ