ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Poramest

ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2008, 11:32:38 PM »
ปรเมสฐ์  บุญศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
1061  ซ.อิสรภาพ 15
ถนนอิสรภาพ แขวงหิรัญรูจี
เขตธนบุรี  ก.ท.ม. 10600

                  19  สิงหาคม 2551

กราบเรียน พระอาจารย์ เกษม อาจิณณสีโล

   กระผม ปรเมสฐ์  บุญศรี ใคร่ขอถือโอกาสแสดงความเห็นบางประการเกี่ยวกับปัญหาพระพุทธรูปบางอย่างที่ท่านอาจารย์กำลังเผชิญอยู่ ก่อนอื่นกระผมใคร่เรียนจุดยืนของกระผมเสียก่อนว่า กระผมไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในศีลของท่าน ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในฌาณของท่าน และไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในพระไตรปิฎกที่ท่านใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนความเห็น อีกทั้งไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในควมปรารถนาดีของท่านต่อพระพุทธศาสนา ประเด็นต่อไปนี้เป็นประเด็นแสดงความเห็นส่วนตัว ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณา กล่าวคือ
   ธรรมชาติของรสพระธรรมนั้นมีเนื้อเดียว คือ ถ้าปฏิบัติแล้วย่อมนำสุขมาให้ อีกทั้งคำตรัสสอน ของพระพุทธเจ้าย่อมเกื้อกูลกันและกัน ไม่ขัดแย้งในตัวเอง ประเด็นนี้นับเป็นประเด็นสำคัญอย่างมาก ดังนั้น คำสอนใดที่มีมาในสมัยต่อมาทั้งจากเกจิอาจารย์ใดๆ รวมถึงจากคำสอนของท่านอาจารย์เอง จะตัดสินว่าเหมาะสมเพียงใดก็จำเป็นต้องใช้การเทียบเคียงจากพระไตรปิฎกเป็นหลัก ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้พยายามยึดแนวทางนี้ แต่ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ การกระทำของภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพระพุทธศาสนา หากจะตัดสินว่าเหมาะหรือไม่เหมาะนั้น จำเป็นต้องพิจารณา 2 ระดับ คือ ระดับของรายละเอียด และระดับของภาพรวม ยกตัวอย่างกรณีที่พระเทวทัตทำสังฆเภท และเสนอข้อปฏิบัติที่ “ดูว่าน่าจะเคร่งครัดกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า” แต่พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตข้อวัตรบางประเด็นเท่านั้น เช่นนี้แสดงว่า พระองค์ทรงวินิจฉัยทั้งในระดับรายละเอียด และภาพรวม
   การพิจารณาเช่นนี้สมควรนำมาเป็นเกณฑ์พิจารณาความเห็นและการกระทำในเรื่อง พระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้าด้วย สิ่งที่ท่านอาจารย์ทำคือ การนำพระเครื่องมาทุบทำลาย หรือพระพุทธรูปมาทำลายนั้น กระผมวิเคราะห์ได้ว่า เพราะมีเหตุผลสำคัญ 2 ข้อ คือ (1) เพื่อไม่ให้คนไทยยึดถือในวัตถุและหันมาศึกษาพระไตรปิฎกกันอย่างจริงจัง ซึ่งนับว่าเป็นเจตนาดี อีกทั้งหากคนไทยหันกลับมาศึกษาพระไตรปิฎกกันมากขึ้น ก็อาจส่งผลสืบเนื่อง 2 อย่างคือ ลดการบูชาด้วยอามิสบูชาลง และเพิ่มการบูชาด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งทั้ง 2 อย่างก็เป็นสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เป็นเช่นนั้นจะเห็นได้จากมหาปรินิพพานสูตร (2) ท่านอาจารย์ต้องการไม่ให้เกิดเหตุร้ายกับผู้นับถือเหรียญเหล่านั้น เช่น เมื่อเสียชีวิตลงและจิตไปยึดมั่นอยู่ในพระพุทธรูปหรือเหรียญหรือบ้านเรือน หรือปราสาทหรือสมบัติ จิตของคนผู้นั้นก็จะแฝงอยู่ในพระพุทธรูป หรือเหรียญ หรือบ้านเรือน หรือปราสาท หรือสมบัติ ผมเข้าใจในเจตนาดีของท่าน
   ประเด็นที่ประสงค์จะเน้นมี 2 ประเด็น คือ (1) ประเด็นของกรณีพิเศษและความสำคัญของกรณีพิเศษ (2) ประเด็นของกรณีทั่วไปและความสำคัญของกรณีทั่วไป กล่าวคือ (1) กรณีที่มีจิตวิญญาณไปสิงอยู่ในพระพุทธรูป หรือเหรียญฯ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีพิเศษไม่ใช่กรณีทั่วไป เพราะไม่ใช่จิตของคนทุกๆ คน จะต้องเข้าไปติดอยู่ในพระพุทธรูปทุกองค์ หรือเหรียญทุกเหรียญ หรือบ้านทุกหลัง หรือปราสาททุกแห่ง หรือสมบัติทุกที่
   และเมื่อเป็นกรณีพิเศษ ก็ควรจะวางสถานการณ์เช่นนี้ไว้ในกรณีพิเศษด้วย กล่าวคือ หากต้องการสั่งสอนญาติโยมก็อาจจะจำเป็นต้องอธิบายให้ญาติโยมทราบว่า กรณีพิเศษแบบนี้มีอยู่ และญาติโยมต้องระมัดระวังไม่ให้จิตไปผูกติดหรือยึดมั่นในพระพุทธรูปใด หรือเหรียญใด หรือบ้านใด หรือปราสาทใด หรือสมบัติใด ซึ่งผู้สอนก็จะทำหน้าที่ผู้ชี้ทาง เช่นเดียวกับพระพุทธองค์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ทางและเป็นแบบอย่างให้เรา ส่วนใครฟังแล้วจะเชื่อหรือไม่ย่อมขึ้นกับบุญบารมีของแต่ละบุคคลที่บำเพ็ญมา
   สำหรับประเด็นที่ 2 คือประเด็นของกรณีทั่วไปและความสำคัญของกรณีทั่วไป คือ กรณีของการเคารพ การนับถือ และความยำเกรง กล่าวคือ โดยทั่วไปคนทั่วไปจะยอมรับสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ธงไทย เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย ดังนั้น ใครไปเผาธงไทยก็ถือว่าผู้เอาไปเผาไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมมุติรูปมารดาและบิดาของกระผม แม้กระผมจะทราบดีว่าไม่ใช่แม่ไม่ใช่พ่อของกระผม แต่ถ้าใครนำรูปของมารดาและบิดาของกระผมมาเหยียบ มาทำลาย กระผมก็ถือว่าผู้ที่เอาไปเหยียบ มาทำลาย ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง มารดาและบิดาของกระผมอีกทั้งกระผมเป็นการส่วนตัวด้วย หรืออีกตัวอย่างหนึ่งสมมุติวันหนึ่งมีเด็กคนหนึ่งเดินเข้าไปที่บริเวณอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อได้ระยะพอเหมาะก็หยิบหนังยางและลูกเหล็กยิงเข้าที่พระรูปของพระเจ้าตากสินมหาราช จริงอยู่รูปพระเจ้าตากสินมหาราชไม่ใช่พระเจ้าตากสิน แต่สิ่งที่เป็นนัยซ่อนอยู่ในพระรูปพระเจ้าตากสิน คือ ความเสียสละกู้ชาติ และคนทุกคนในแผ่นดินจะเดือดร้อนแน่ๆ หากท่านประกาศอิสรภาพของไทยจากพม่าไม่สำเร็จ ดังนั้นหากเด็กคนนี้ทำเช่นนั้น คนทั่วไปทุกๆ คนย่อมตัดสินว่า เด็กผู้นี้ไม่เคารพ ไม่นับถือ และไม่ยำเกรง หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมมุติว่าบรรพบุรุษของผมได้รับพระราชทานผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่ปู่ทวดของผมเคยวางไว้ที่พื้นและพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชรัชกาลที่ 5 ทรงประทับรอยพระบาทไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ครั้งหนึ่งเคยเสด็จประพาสต้นมาที่บ้านของปู่ทวดของผม และทั้งตระกูลของผมก็นำมาบูชา จริงอยู่รอยพระบาทไม่ใช่พระพุทธเจ้าหลวง แต่หากใครก็ตามนำผ้าผืนนั้นไปวางไว้ในส้วม หรือเอาไปทำลายผู้ที่นำผ้านั้นไปจากหิ้งบูชาของตระกูลของผมก็ได้ชื่อว่าไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง ปู่ทวดของผม ทวดของผม ปู่ของผม พ่อของผม และตัวของผมเอง
   ผมยังสามารถยกตัวอย่างอีกมากมายเรียนให้ท่านอาจารย์ได้พิจารณา
   ในกรณีท่านอาจารย์และคณะสงฆ์ลงมตินำป้ายไปติดพระพุทธรูปว่า ทองเหลือหล่อนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแน่ ไม่ต้องกราบมัน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง ในพระศาสดาในสายตาของคนทั่วไป เพราะพระพุทธรูปเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งคล้ายธงชาติไทย ดังนั้น การแสดงข้อความเช่นนี้จึงมิใช่เรื่องกรณีพิเศษ แต่เป็นกรณีทั่วไปที่สำคัญแรกสุดสำหรับคนที่นับถือศาสนาพุทธ เพราะถ้าไม่มีความเคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรงในพระศาสดาก็ไม่สมควรนับถือศาสนาพุทธ เพราะคนนอกศาสนาเช่นศาสนาอื่นๆ ก็ไม่ได้เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง พระพุทธรูป หรือเหรียญใดๆ อยู่แล้ว จะเห็นได้จากข่าว เช่น ผู้หญิงขึ้นไปนั่งคร่อมพระพุทธรูป ฯลฯ เป็นต้น
   ทำไมการเคารพ การนับถือ การยำเกรงในพระศาสดาสำคัญ? คำตอบคือ จากพระไตรปิฎกฉบับประชาชน  ฉบับที่11/2532   หน้า 66  ข้อ54 และ 55
   เหตุที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่นาน
   “สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับ ณ ป่าไผ่ใกล้เมืองมิถิลา ลำดับนั้น ท่านพระกิมพิละ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคับ นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมไม่ตั้งอยู่ยั่งยืน ในเมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว’. ‘ดูก่อนกิมพิละ! เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพระธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ไม่เคารพยำเกรงกันและกัน. นี้แล กิมพิละ! เป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรม ไม่ตั้งอยู่ได้นานในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.”
                     ปัญจกนิบาต  อังคุตตรนิกาย ๒๒/๒๗๕
   เหตุที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน
   “พระกิมพิละ กราบทูลถามต่อไปว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แล้วก็อะไรเล่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อพระตถาคตเจ้าปรินิพพานแล้ว ดูก่อนกิมพิละ! เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในพระธรรมวินัยนี้ เคารพยำเกรงในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา เคารพยำเกรงกันและกัน. นี้แล กิมพิละ! เป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.”
                     ปัญจกนิบาต  อังคุตตรนิกาย ๒๒/๒๗๕

   หากท่านอาจารย์กล่าวว่าท่านเคารพ นับถือ และยำเกรงในพระศาสดา แต่ “ตบหน้าพระพุทธรูป” ก็เช่นเดียวกับท่านบอกเคารพคนในชาติไทย แล้วนำธงชาติไทยไปเผา
   และที่สำคัญก็คือไม่ควรมีการกระทำใดๆ ที่อาจแสดงหรือทำให้ผู้พบเห็นตระหนักว่าเป็นการแสดงความไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง ในพระศาสดา เพราะกรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นกรณีทั่วไป ซึ่งควรจะวางสถานการณ์เช่นนี้ไว้ในฐานะกรณีที่จะต้องพิจารณาเป็นหลักสำคัญก่อนเสมอ และควรพิจารณาก่อนกรณีพิเศษด้วย
   เหตุผลสำคัญที่กระผมขอเน้นให้ท่านพิจารณาคือ การกระทำใดๆ แม้จะปรารถนาดี แต่หากการกระทำนั้นสามารถถูกตีความว่าไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง ในพระศาสดา จะส่งผลรุนแรงต่อการอยู่รอดของพระพุทธศาสนาในอนาคต ดังคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังอาจเป็นแบบอย่างให้คนในศาสนาพุทธและนอกศาสนาพุทธแสดงความไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง พระศาสดาในอนาคตอีกไม่สิ้นสุด และอาจทำให้คนไม่มีศรัทธา ไม่ศรัทธาเพิ่มขึ้นได้ และคนที่เคยมีศรัทธาในพระศาสดาในพระพุทธศาสนา อาจมีศรัทธาน้อยลงได้
   ทั้งหมดคือข้อคิดฝากให้ท่านพิจารณา    ควรมิควรแล้วแต่จะพิจารณา

                        ปรเมสฐ์  บุญศรี

nopparat

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 12:44:17 AM »
ภารสุตตคาถา...
------------------

ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ;
ภาราหาโร จะ ปุคคะโล บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป;
ภาราทานัง ทุกขังโลเก การแบกของหนัก เป็นทุกข์ ในโลก;
ภาระนิกเขปะนัง สุขัง การสลัดของหนัก ทิ้งลงเสีย เป็นความสุข
นิกขิปิตวา คะรุง ภารัง, พระอริยะเจ้า สลัดทิ้งของหนัก ลงเสียแล้ว;
อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่น ขึ้นมาอีกสะมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้ กระทั่งราก;
นิจฉาโต ปะรินิพพุโต เป็นหมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ
...................................................................................

เชื่อแหละว่าท่องกันฟรี ๆ เหมือนนกแก้วนกขุนทอง ท่องกันทั่วบ้านทั่วเมือง
โดยไม่เข้าใจเนื้อหาจริง ๆ..... ไม่รู้จะไปท่องบ่นกันทำไมให้เหนื่อยหน๊ะ


krit5915

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 01:32:42 AM »
ศึกษาให้เข้าใจก่อนนะครับ แล้วจะรู้เอง  ว่าข้อเสนอแบบนี้ไม่น่าเสนอมา
ศึกษาธรรม รู้แล้วก้อวางไว้ทั้งหมดนี่แหละ
หลวงปู่ท่านสอนถูกแล้ว ถูกเต็มๆ ครับ พิจารณาดูดีๆ

noomkku

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 01:52:47 AM »
อ้างถึง
หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง สมมุติรูปมารดาและบิดาของกระผม แม้กระผมจะทราบดีว่าไม่ใช่แม่ไม่ใช่พ่อของกระผม แต่ถ้าใครนำรูปของมารดาและบิดาของกระผมมาเหยียบ มาทำลาย กระผมก็ถือว่าผู้ที่เอาไปเหยียบ มาทำลาย ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง มารดาและบิดาของกระผมอีกทั้งกระผมเป็นการส่วนตัวด้วย

       แต่ก่อนใครจะมาแตะต้องกระดูกของพ่อผม โยนรูปพ่อผม วางรูปพ่อผมไว้ในที่ที่ผมคิดว่าไม่สมควร ผมถือว่าไม่ให้เกียรติผม ดูถูกครอบครัวผม ผมจะโกรธมาก บางที่แทบจะชกต่อยกันเลยก็ว่าได้ จะเป็นคนหงุดหงิดง่าย โกรธง่ายๆ แต่พอมาศึกษาตามที่หลวงพ่อเกษมท่านสอน ผมก็รู้ว่าการไปยึดติดอย่างนั้นมีแต่วุ่นวาย ไร้สาระๆๆๆๆๆ จริงๆๆๆๆๆ  เดี๋ยวนี้เหรอครับ ใครจะทำอะไรกับกระดูกกับรูปภาพของพ่อผม จะเผา จะเหยียบ ก็ตามใจ ตามสบาย เพราะผมรู้ว่า นั่นไม่ใช่พ่อผม ผมเผาท่านด้วยมือของผมไปแล้ว ตอนนี้พ่อผมอยู่ในใจผมเสมอที่คิดถึงท่าน (ใครจะมาเหยียบพ่อผมก็คงต้องมาเยียบผมหละครับ) พอคิดถึงท่านก็อุทิศบุญให้ทุกครั้ง จึงทำให้ผมรู้สึกสบายใจมาก ใจเย็นขึ้น (เพราะวิธีการอุทิศบุญ การโอนบุญ)
      ก่อนที่จะไปโกรธคนที่มาทำอย่างนั้น(เอาไปเหยียบ มาทำลาย ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง)  ก็ต้องดูที่ตัวเราก่อนว่าไปทำอะไรเขาไว้หรือเปล่า จนเขาต้องมาทำกับเราอย่างนั้น ถ้าเราดีพอเขาคงไม่มา ลบหลู่  ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่ยำเกรง ครอบครัวเราขนาดนั้นหรอก

      การที่จะตอบเพื่อเอาใจคนนั้นก็ทำได้ไม่ยาก แค่ตอบในสิ่งที่เขาอยากฟังแต่มันจะต้องตอบอยู่เรื่อยๆ
ง่ายที่สุดคือ ใครคิดว่าจะไปด้วยกันกับแนวทางนี้ก็ไป ใครไปไม่ได้ก็ไม่ต้องไป ทางที่จะเดินมีหลายทาง ชอบทางไหนก็เลือกเอาเอง อย่าไปวิจารณ์ทางของคนอื่นว่าไม่ดีไม่เหมาะไม่ถูกต้อง ศาสนาไม่ใช่ของๆ ใคร คนใดคนหนึ่ง เป็นของกลาง พระธรรมวินัยก็มี ศึกษาให้ดีแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามนั้น ใครจะถึงเร็วถึงช้าก็สุดแท้แต่บุญวาสนาเถอะ ทางสายกลางก็คือทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎกนั่นแหละ ถ้าคิดว่าผู้ที่ทำตามพระไตรปิฎกเป็นผู้ที่ปฏิบัติผิด เป็นผู้ที่ปฏิบัติแบบสุดโต่งไม่ใช่ทางสายกลาง ก็ไม่รู้จะให้หาคำไหนมาอธิบายแล้วหละครับพี่น้องทั้งหลาย(ด้วยความเคารพ)

อย่างที่หลวงพ่อท่านบอกนะครับ

พุทธธรรมนูญ กับ รัฐธรรมนูญ
มันคนละอย่างกันนะครับ ชาวพุทธ

 ศึกษาให้ดี ให้เข้าใจ ให้ถ่องแท้

ศานาพุทธ เป็นศาสนาที่ต้องใช้ปัญญาเพื่อให้รู้ สุดท้ายก็คือ การปล่อยวางทุกอย่างแม้กระทั่งความรู้

prawatsamyaek

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 01:54:21 AM »

เรื่องของการเคารพในพระศาสดาที่ถูกต้อง
จากพระไตรปิฎกชุด   91   เล่ม   ม.ม.ร       เล่มที่  37   หน้า   248   ความว่า


...ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา      จักเคารพในธรรม      ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ชื่อว่าไม่เคารพในธรรมด้วย  
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม   จักเคารพในสงฆ์   ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้    
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม   ชื่อว่าไม่เคารพในสงฆ์ด้วย  
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม   ในสงฆ์    จักเคารพในสิกขา (ศีล)    
ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม    ในสงฆ์    ชื่อว่าไม่เคารพในสิกขา (ศีล) ด้วย    
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม    ในสงฆ์    ในสิกขา    จักเคารพในสมาธิ    
ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมี
ได้    
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม    ในสงฆ์    ในสิกขา   ชื่อว่าไม่เคารพในสมาธิด้วย  
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม    ในสงฆ์    ในสิกขา   ในสมาธิ    
จักเคารพในความไม่ประมาท    ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้  
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม    ในสงฆ์    ในสิกขา  ในสมาธิ  
ชื่อว่าไม่เคารพในความไม่ประมาทด้วย
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา    ในธรรม    ในสงฆ์    ในสิกขา   ในสมาธิ   ในความไม่ประมาท  
จักเคารพในปฏิสันถาร (การต้อนรับ)        ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้
ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์   ในสิกขา   ในสมาธิ  ในความไม่ประมาท  
ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถารด้วย...


นี่ก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนเกี่ยวเรื่องการแสดงความเคารพในพระองค์    
และเรื่องราวในพระไตรปิฎกที่คุณปรเมสฐ์ยกมาอ้างอิงในเรื่องการเคารพนั้นก็ถูกต้องดีแล้ว

ทีนี้ประเด็นที่จะต้องทำความเข้าใจก็จะอยู่ที่ว่า    "เคารพในพระศาสดา"     ก่อนเป็นอันดับแรก    
เมื่อเคารพในพระศาสดาได้ถูกต้องดีแล้ว    
การเคารพธรรมในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องและต่อเนื่องกันไปตามลำดับ
ก็จะเป็นการเคารพที่ถูกต้องตามไปด้วย

เรามาดูกันที่ปัจจุบันกาล      พระสมณะโคดมพุทธเจ้า    
ที่เป็นพระอรหันต์ทรงตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองทรงประกาศธรรมงามในเบื้องต้น  
งามในท่ามกลาง   งามในที่สุด    และทรงทำให้เหล่าสาวกของพระองค์ได้ซาบซึ้งในบทแห่งธรรม
ตามความเหมาะสมของสาวกแต่ละรายนั้น    ความเป็นตัวตนของท่านที่ประกอบด้วยธาตุ 4  
และนามขันธ์อีก   4  นั้นไม่อยู่กับพวกเราแล้ว    เพราะท่านปรินิพพาน (ดับสนิท) นานมาแล้ว    
นับเป็นกาลเวลาก็ล่วงเลยมาถึง   2500  กว่าปีโดยประมาณ
    
เมื่อความเป็นตัวตนของพระศาสดาคือพระพุทธเจ้านี้ไม่มีแล้วในปัจจุบัน    
ก่อนที่ท่านจะปรินิพพานที่ป่าสาละในกรุงกุสินารา    
พระองค์ท่านก็ได้ตรัสสอนเหล่าสาวกทั้งหลายว่า  (เล่ม 13 หน้า 320)

"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า
ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี
ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น
ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ
ธรรมและวินัยอันนั้นจักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ   โดยกาลล่วงไปแห่งเรา"

พุทธพจน์ตรงนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า    
พระศาสดาของพวกเราชาวพุทธทั้งหลายไม่ใช่ประการอื่นใดอีก
นอกจากพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้เท่านั้น    

ทีนี้เมื่อพระศาสดาคือพระธรรมวินัยตามความเป็นจริงที่ถูกต้อง
พระอาจารย์เกษม    อาจิณฺณสีโล    ท่านก็เคารพในพระศาสดาของท่านได้ถูกต้องดีแล้ว  
คือท่านเคารพพระธรรมวินัยตามคำสั่งของพระพุทธเจ้า  
ท่านประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี    

ซึ่งเรื่องนี้คุณปรเมสฐ์ก็คงจะทราบดีจึงได้แสดงความเห็นในประโยคที่ว่า

อ้างถึง
กระผม ปรเมสฐ์  บุญศรี ใคร่ขอถือโอกาสแสดงความเห็นบางประการเกี่ยวกับปัญหาพระพุทธรูป
บางอย่างที่ท่านอาจารย์กำลังเผชิญอยู่ ก่อนอื่นกระผมใคร่เรียนจุดยืนของกระผมเสียก่อนว่า
กระผมไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในศีลของท่าน ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในฌาณของท่าน
และไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในพระไตรปิฎกที่ท่านใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนความเห็น
อีกทั้งไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในควมปรารถนาดีของท่านต่อพระพุทธศาสนา

การที่พระอาจารย์เกษมเหยียดหยามพระพุทธรูป (ซึ่งก็คือทองเหลือง – ทองแดงหล่อ)    
แต่กลับเชิดชู – ยกย่องพุทธธรรม (ซึ่งก็คือพระธรรมวินัยทั้งหมด)  
ตามที่ท่านแสดงออกให้เห็นเป็นสาธารณะอยู่เยอะแยะมากมายทั้งที่วัดสามแยก
และในวีซีดีซึ่งผู้ที่ติดตามเรื่องราวของท่านก็คงจะทราบกันเป็นอย่างดีถึงประเด็นนี้    
เมื่อความประพฤติของพระเกษมเป็นเช่นนี้
เมื่อมองกันด้วยสายตาและความคิดที่เป็นกลางไม่มีอคติของนักศึกษาพุทธศาสนา
ก็จะเห็นได้ว่าท่านพระเกษมนี้ไม่ได้เหยียดหยามพระศาสดาของท่านแม้แต่น้อยนิดเลย
นี้กล่าวถึงความเคารพในพระศาสดาที่ถูกต้องก่อน    

แต่คุณปรเมสฐ์กำลังจะบอกว่า    ถ้าพระเกษมเคารพในพระศาสดาจริงต้องเคารพในพระพุทธรูปด้วย    
ซึ่งข้อความตรงนี้ไม่ถูกต้องเลย     เพราะพระพุทธรูป (ซึ่งก็คือทองเหลือง – ทองแดงหล่อ)
ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น   ไม่ใช่ตัวแทนของพระศาสดาในพระพุทธศาสนาโดยประการทั้งปวง  
ตามเรื่องราวจากพระไตรปิฎกตรงนี้ทองเหลืองหล่อ    ไม่ใช่พุทธเจ้าแน่      เล่ม   32    หน้า  214

อปฺปฎิโม   (ไม่มีผู้เปรียบ)   ความว่า     อัตภาพ ( ความเป็นตัวตน ) เรียกว่ารูปเปรียบ
ชื่อว่าไม่มีผู้เปรียบ    เพราะรูปเปรียบอื่นเช่นกับอัตภาพของท่านไม่มี
อีกอย่างหนึ่ง   มนุษย์ทั้งหลายกระทำรูปเปรียบใดล้วนแล้วด้วยทองและเงินเป็นต้น  
ในบรรดารูปเปรียบเหล่านั้น   ชื่อว่าผู้สามารถกระทำโอกาสแม้สักเท่าปลายขนทราย (แม้เพียงนิ๊ดนึง)
ให้เหมือนอัตภาพของพระตถาคต     ย่อมไม่มี  
เพราะเหตุนั้น    จึงชื่อว่าไม่มีผู้เปรียบแม้โดยประการทั้งปวง.  
อปฺปฎิสโม (ไม่มีผู้เทียบ)   ความว่า   ชื่อว่าไม่มีผู้เทียบ  
เพราะใคร ๆ   ชื่อว่าผู้จะเทียบกับอัตภาพของพระตถาคต  นั้นไม่มี


เมื่อพระเกษมทำการตบหน้าพระพุทธรูป    
ก็เพื่อจะแสดงให้ชาวพุทธทั้งหลายได้รับทราบว่า    พระพุทธรูปไม่ใช่พระพุทธเจ้าแน่ๆ    
พระธรรมวินัยต่างหากคือตัวแทนพระศาสดา    
ถ้าชาวพุทธทั้งหลายต้องการความเจริญในพระศาสนา    
ต้องเคารพยำเกรงศึกษาในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้
และเมื่อศึกษาพระธรรมคำสอนแล้วก็ต้องปฏิบัติตามธรรมให้สมควรแก่ธรรม
ตามความเหมาะสมของของธรรมสำหรับแต่ละคนๆไป    

การกระทำเช่นนี้มิใช่หรือจึงจะเป็นการดำรงทรงไว้ซึ่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
อันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของพวกเราชาวพุทธให้เจริญรุ่งเรืองและดำรงอยู่ตราบชั่วกาลนาน


แต่ปัจจุบันนี้เกิดอะไรขึ้นแก่สังคมที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ?
ศาสนาพุทธในปัจจุบันนี้จะปฏิเสธไม่ได้ว่า      
เจริญรุ่งเรืองกว้างขวางมากมายด้วยพุทธรูป  (ทองเหลือง – ทองแดงหล่อ)

แต่ทางด้านพุทธธรรม (คือพระธรรมวินัย)  นั้นกลับซบเซาเหงาหงอย    
เรื่องนี้เห็นได้จากความประพฤติที่เหลวแหลกของคนในสังคม
ที่บอกว่าตัวเองนับถือพุทธศาสนา (เรื่องนี้คงจะทราบกันดี)
หรือเรื่องนี้เห็นได้จากความประพฤติของพระภิกษุสามเณรซึ่งชื่อว่าเป็นแกนนำในการรักษาพุทธศาสนา    
แต่ความประพฤติของพระภิกษุสามเณรในปัจจุบันกลับไม่ให้ความสำคัญแก่ศีลของตัวเอง    
เหยียบย่ำทำลายศีลที่ตัวเองจะต้องรักษา    เมื่อเหยียบย่ำทำลายพระวินัยที่ถูกต้อง  
แต่ไปให้ความสำคัญอย่างสูงแก่ทองเหลือง – ทองแดงหล่อทั้งหลาย    

เมื่อภิกษุสามเณรโดยทั่วไปไม่ให้ความสำคัญในการรักษาศีลของตัวเองเสียแล้ว
ภิกษุสามเณรเหล่านั้นจะชื่อว่า   ให้ความเคารพแก่พระศาสดาของตัวเองได้อย่างไร  
ในเมื่อตัวแทนพระศาสดาของภิกษุสามเณรในศาสนาพุทธก็คือพระธรรมวินัย
ไม่ใช่ทองเหลือง – ทองแดงหล่อ    ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกที่ได้ยกมาประกอบนั้น


คำถามสำหรับชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนาในปัจจุบันก็คือว่า
ระหว่างภิกษุที่ศึกษาพุทธธรรมและประพฤติปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี    
กับ    ภิกษุที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมและไม่ประพฤติปฏิบัติตามเลย

แต่ภิกษุที่ไม่ศึกษาพุทธธรรมนี้กลับให้ความสำคัญแก่พุทธรูป  (ทองเหลือง – ทองแดงหล่อ)  
ซึ่งพุทธรูปดังว่านั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามนักหนาในคำสอนพุทธเจ้า

แล้วชาวพุทธที่ศึกษาพุทธศาสนาทั้งหลายคิดว่า    
ภิกษุกลุ่มใดที่จะธำรงทรงไว้ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า
ให้เจริญรุ่งเรืองตั้งอยู่ได้นานและเป็นประโยชน์แก่สัตว์โลกทั้งหลายเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว


หรือจะเปรียบเทียบให้เห็นในเรื่องของครอบครัวทางโลกที่มีพ่อ – แม่    และลูก  2  คน
พ่อ – แม่   ได้อบรมพร่ำสอนลูกทั้งสองคนนั้นให้เป็นคนดีมีศีลมีธรรม    
ไม่ให้ทำตัวอันธพาลเกะกะระรานชาวบ้าน    อยู่ต่อมาไม่นานพ่อ – แม่   ก็ได้ตายจากลูกทั้งสองคนไป    

ลูกคนหนึ่งไม่เก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้เลย
ปล่อยให้ไฟทำหน้าที่เผาผลาญไปตามธรรมชาติ    
แต่ลูกคนนี้กลับระลึกถึงคำสอนของพ่อ – แม่อยู่เสมอและปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี
ลูกคนนี้เป็นคนมีศีลมีธรรม   ไม่ขี้เหล้าเมายา    ไม่เป็นอันธพาลเกเร    
เป็นคนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

แต่ลูกอีกคนหนึ่งเก็บรูปภาพและกระดูกของพ่อ – แม่ไว้และทำการกราบไหว้บูชาเสมอ      
แต่ลูกคนนี้ไม่สามารถทำตามคำสั่งสอนของพ่อ – แม่  ได้      
เป็นคนไม่มีศีลธรรม   เป็นคนขี้เหล้าเมายา    เป็นคนอันธพาลเกเร
เป็นคนที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในสังคมที่ตัวเองดำรงชีวิตอยู่

ระหว่างลูก  2   คนนี้    
ลูกคนไหนที่คนในสังคมควรจะยกย่องและเชิดชูว่าเป็นผู้สร้างชื่อเสียง
และเกียรติยศที่ดีงามให้แก่วงศ์ตระกูลของตัวเอง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 24, 2008, 04:55:43 AM โดย พระพันธกานต์ อภิปญฺโญ »

biobotan

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 02:06:46 AM »
  /\

noomkku

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 02:10:39 AM »
มารไม่มี บารมีไม่เกิด

 /\ /\ /\ /\ /\ /\ /\ /\

ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า
 /\ /\ /\ /\ /\ /\ /\ /\


prawatsamyaek

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 02:17:40 AM »
ฝากคุณปรเมสฐ์ไว้เป็นข้อคิดอีกหนึ่งสูตรที่ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเคารพ         

จากพระไตรปิฎกชุด   91   เล่ม   ม.ม.ร    เล่ม   25    หน้า   128


...ลำดับนั้น   พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่า   
เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ 
เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีลขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ 
แต่ว่า  เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยศีลยิ่งกว่าตนในโลก   
พร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก  พรหมโลก  ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์     
ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่

เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ 
เพื่อความบริบูรณ์แห่งสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ 
แต่ว่าเรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยสมาธิยิ่งกว่าตนในโลกพร้อมทั้งเทวโลก   
มารโลก   พรหมโลก   ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์   
เทวดาและมนุษย์ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่   

เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่   
เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ 
แต่ว่า  เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยปัญญายิ่งกว่าตนในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก    มารโลก   พรหมโลก 
ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์   เทวดาและมนุษย์   ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่   

เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่   
เพื่อความบริบูรณ์แห่งวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์   
แต่ว่าเรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่น    ที่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติยิ่งกว่าตน     
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก   มารโลก   พรหมโลก   ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์   
เทวดาและมนุษย์    ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ 

เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่   
เพื่อความบริบูรณ์แห่งวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์   

แต่ว่า    เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ  ยิ่งกว่าตน 
ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก  มารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ 
เทวดาและมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอยู่ 
อย่ากระนั้นเลย  เราควรสักการะเคารพธรรมที่เราตรัสรู้นั้นแหละ  แล้วอาศัยอยู่.....



ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านทรงเคารพในธรรมที่ท่านตรัสรู้และทรงกล่าวสอนพวกเราไว้
พวกเราชาวพุทธที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระองค์ก็ควรจะเคารพธรรมของพระองค์
และศึกษาธรรมของพระองค์พร้อมกับประพฤติปฏิบัติกันไปตามกำลังความสามารถของแต่ละคน

ไม่ควรเลยที่พวกเราชาวพุทธจะไปเคารพอิฐ - หิน - ดิน - ทราย - ทองเหลือง - ทองแดง
ที่ใครก็ไม่รู้สมมติขึ้นแล้วก็หล่อ - ปั้น - แกะ    ขึ้นมาในภายหลังนี้


noomkku

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 02:31:10 AM »
 /\ /\ /\ /\ /\ /\

เนื้อนาบุญของโลกยังมีอยู่

 /\ /\ /\ /\ /\ /\

dexdee

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 02:46:47 AM »
 ;D ???ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด...ผู้ไม่รู้ย่อมศึกษาได้...ผู้มีปัญญาย่อมเข้าถึงได้เช่นกัน...
ซึ่งมีอีกหลายคนที่มีความคิดและความรู้สึกเช่นคุณปรเมสฐ์..และนี่คือเหตุผลที่หลวงปู่ต้องแสดงแบบนี้(แบบจะๆ)..หากไม่ยึดแล้วมันก็ไม่รู้สึกอะไร..เฉยๆมันก็คือวัตถุอย่างนึง...ถ้าจะให้คิดกันก็ความรู้สึกส่วนตัวต่างหากล่ะที่ทำให้เราคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นมันเป็นอย่างนี้....
อ้างถึง
เมื่อมองกันด้วยสายตาและความคิดที่เป็นกลางไม่มีอคติของนักศึกษาพุทธศาสนา
ก็จะเห็นได้ว่าท่านพระเกษมนี้ไม่ได้เหยียดหยามพระศาสดาของท่านแม้แต่น้อยนิดเลย
นี้กล่าวถึงความเคารพในพระศาสดาที่ถูกต้องก่อน     
...มันก็เป็นอย่างที่ท่านว่าจริงๆนั่นแล่ะค่ะ /\ /\ /\

dexdee

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 03:02:09 AM »
ชาวพุทธเราถูกสั่งสอนตามความเชื่อประเพณีนิยมกันมาแต่โบราณ..นานซะจนไม่มีใครเคยกลับไปดูตำรา(ที่แท้จริง)...แม้กระทั่งแทบไม่กล้าคิดหรือตำหนิในวัตถุนั้นๆ หรือแม้แต่สงฆ์ผู้ทุศีล (กลัวบาปมั๊ง)..พอความจริงปรากฎ(แบบมีที่มาที่ไปอ้างอิงได้) นั้นแหล่ะจึงได้รู้...จึงละทิ้งได้โดยไม่คิดมากเลยค่ะ...(จริงๆปกติก็ไม่ค่อยสนใจขวนขวายเท่าไหร่)...ตอนนี้ก็ไม่เก่งกล้าสามารถมาก..เอาแค่อุทิศบุญบ่อยๆนี่แหล่ะ...(ว่าไปก็เคยเห็นผลมาแล้วนะ).. /\ /\ /\

SITPU

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 04:35:25 AM »
เคารพความจริงใจและกล้าแสดงความคิดเห็น  แสดงชื่อที่อยู่  อย่างนี้ ก็แสดงว่าท่านเป็นผู้มีปํญญาพอควร     ส่วนตัวคิดว่าท่านต้องศึกษาต่อไปอีกหน่อย  แต่ตอนนี้ผมเข้าใจตามที่หลวงปู่สอนแล้ว  ไม่สนใจว่าท่านจะตบหน้าพระพุทธรูปแล้วคิดว่าท่านเหยียดหยามดูถูก  หลวงปู่ท่านเคารพพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าพระหลายๆรูป  ที่ใช้เท้าเหยียบปากพระองค์  ไม่ให้พูด / ไม่เผยแผ่คำสอนที่พระองค์ทรงสอนไว้  /เงิน โทรศัพมือถือ/รถหรู/สอนธรรมด้วยความคิดตนเองเป็นหลัก/ปลุกเสกเหรียญ  อ้างว่าดึงคนเข้าหาธรรมมะ/สารพัด

จริงอยู่แม้พระอริยะหลายท่าน  ท่านก็เคยกราบพระพุทธรูป แล้วท่านก็บรรลุอรหันต์     แต่อย่าลืมว่า ท่านกราบแต่ท่านมีปัญญาสูงยิ่งที่จะไม่ไปยึดติดมัน ซึ่งนั่นก็เป็นพระจำนวนส่วนน้อย   แต่ที่หลวงปู่ท่านสอนพวกเรา ที่มีกิเลสหนา  และพร้อมและไวเสมอที่จะยึดติดรูป ติดเหรียญ[/color]  ย่อมทำให้เราต้องแวะเยี่ยมชม และอาจจมอยู่กับสิ่งนั้นนานหลายภพชาติ  แม่แต่รูปพ่อ รูปแม่ก็เถอะ  ทำไมละ ทำไมไม่รีบหาทางลัด  โดยละการไปยึดติดรูปเหล่านั้นเสีย  ป้องกันตัวเราเองก่อน   พระพุทธเจ้าก็ยังกล่าวไว้เรียบร้อย ดังพระคุณเจ้าอ้างอิงไว้ข้างต้น  แจ่มแจ้งแล้ว

nopparat

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 04:59:36 AM »
 /\ /\ /\ สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นเนื้อนาบุญของโลกยังมีอยู่จริง ๆ
ท่านครูบาฯ ตอบได้แจ่มชัดแจ้งจริง ๆ เจ้าค่ะ  /\ /\ /\
----------
อยากทราบว่าคนที่บอกว่าเคารพพ่อแม่ปู่ย่าตาทวด ใครมาเหยียบรูปคนเหล่านั้นไม่ได้จะโกรธมาก ใช่เมื่อก่อนเราอาจจะโกรธแต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วหละ เพราะได้พบหลวงปู่ที่สอน ให้เข้าใจสมมติในโลกนี้.. ว่าแต่คนที่ยังยึดติดกับสิ่งเหล่านั้นอยู่ทำไมเอาแค่รูปถ่าย กระดูกไว้หละ ก็เก็บร่างกายจริง ๆ ของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเอาไว้ที่บ้านซะเลยดีกว่าเอารูปถ่าย หรือกระดูกเก็บไว้บูชาดีกว่ามั๊ง ไม่ต้องเสียเวลาไปเผาด้วยนะ  แล้วพระพุทธรูปเนี๋ย เห็นวางอยู่หน้าร้านค้าเต็มบ้านเต็มเมือง สงสารพระพุทธรูปจังเลย โดนใช้ให้ไปช่วยขายของหน้าร้านค้าแย่จัง ..นี่หรือเรียกว่าเคารพ ยำเกรง..

jb

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 06:23:32 AM »
อ้างจาก: author=nopparat link=topic=1267.msg11443#msg11443 date=1219528776
/\ /\ /\ สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นเนื้อนาบุญของโลกยังมีอยู่จริง ๆ
ท่านครูบาฯ ตอบได้แจ่มชัดแจ้งจริง ๆ เจ้าค่ะ  /\ /\ /\
----------
 /\ /\ /\

 :)   อาจหาญในธรรม   ข้อความนี้เวอร์ไหมเนี่ย?  :D

prawatsamyaek

Re: ความเคารพ ยำเกรงพระศาสดา
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: สิงหาคม 24, 2008, 06:40:30 AM »

ถึงจะอย่างไรก็ตาม   
กระทู้นี้คุณปรเมสฐ์ก็ได้แสดงความเห็นด้วยความเปิดเผยและจริงใจต่อพระอาจารย์เกษมนะ
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ารับฟัง     เมื่อรับฟังแล้ว    ส่วนไหนที่ควรจะชี้แจงกลับถึงข้อเท็จจริงในพุทธศาสนา
อาตมาก็ได้ชี้แจงไปบ้างแล้ว    ก็หวังว่าคุณปรเมสฐ์จะรับฟังในสิ่งที่อาตมาได้ชี้แจงไป
ก็ขอความเจริญในพุทธศาสนาจงมีแก่คุณปรเมสฐ์

และอาตมาก็ได้เล่าเรื่องนี้ให้พระอาจารย์เกษมฟังบ้างแล้วล่ะ     
เห็นท่านก็ยิ้มๆอยู่เหมือนกัน