ที่พักสงฆ์ป่าสามแยก บ้านห้วยยางทอง ต.วังกวาง อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ 67260

นานาสาระพัดเรื่อง(ทุกข์)ของมนุษย์....ช่วยด้วยการอุทิศบุญ

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

sasinad sangkaew



      ทีนี้เราก็มาเข้าเรื่องของเรา ซะที
 
เรื่องก็มีอยู่ว่า มีคุณป้าท่านหนึ่ง อายุประมาณ 75 ปี เขามาขอเลิกบุหรี่ การเลิกบุหรี่ก็มีด้วยกันหลายวิธี แบบต้องกินยา และแบบไม่ต้องกินยา แต่ยังไงๆทุกๆแบบจะต้องให้คำปรึกษาแนะนำ และวิธีปรับพฤติกรรมร่วมด้วยเสมอ การรักษาจึงจะมีประสิทธิภาพ อย่างที่เคยเล่าไว้แล้ว ทีนี้ถ้าใช้ยาก็จะมียาหลายประเภท ยาใน(ไทยผลิตเอง) ยานอก(ฝรั่งผลิตมา) ผลการรักษาก็จะต่างกันเพราะ ราคาก็ต่างกันคุณป้าเธอก็เลือกเอายาใน เพราะไม่มีรายได้ เราก็มาวางแผนในการช่วยเหลือตามตำรา หลังจากที่ประเมินแล้วพบ

ว่าอยากเลิกมากๆเพราะเริ่มมีอาการไอ และเงินไม่ค่อยจะมีซื้อบุหรี่ แล้วก็นัดให้ มาเจอคุณหมออาทิตย์ละ 1 ครั้ง เราก็มีหน้าที่แนะนำวิธีลดอาการอยากสูบบุหรี่ และวิธีหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้น จะได้ไม่เกิดอาการอยากสูบบุหรี่ เธอก็เชื่อทุกอย่างและทำตามที่แนะนำ แล้วก็ให้เบอร์โทรศัพท์ที่ทำงานให้ไว้เผื่อเวลามีอาการมากๆให้โทรมาปรึกษาได้ ช่วงแรกๆคุณป้าก็จะโทรมาบอกมีอาการทางกายคือหงุดหงิด ปวดเมื่อยคั่นเนื้อคั่นตัว นอนไม่หลับ พอช่วงหลัง 2อาทิตย์อาการทางกายก็ดีขึ้น ยังมีอาการทางจิตใจอยากสูบบุหรี่

อยู่ บางครั้งทนไม่ไหวก็กลับไปสูบ ก็ต้องมาตั้งต้นรักษากันใหม่ คนเลิกบุหรี่ ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้กัน ก็ไม่ว่ากัน เรามีหน้าทีต้องหาวิธีที่เหมาะกับเขาให้เลิกสูบให้ได้ ก็พยายามอยู่หลายครั้ง

พอดีเคยฟังหลวงปู่เกษมแสดงธรรม ใน ซีดี ชุดสอนกลุ่มลานวัด 2 มีผู้ฟังท่านหนึ่งถามว่า สามีชอบดื่มเหล้าจำได้ว่าหลวงปู่สอนให้อุทิศบุญให้ชาวทิพย์ที่ชอบพาสามีไปดื่มเหล้า เราก็เลยทดลองแนะนำคุณป้าให้อุทิศบุญให้ชาวทิพย์ทีชอบสูบบุหรี่ โดยเขียนคำอุทิศใส่กระดาษแล้วให้พกติดตัวไว้เวลามีอาการอยากสูบก็ให้เอาออกมาอ่านในใจ พอเขียนคำอุทิศเสร็จอ่านให้เขาฟังคุณป้าเธอก็บอก “หนู....ป้าอ่านหนังสือไม่ออกเพราะไม่ได้เรียนหนังสือ”อ้าว.....แล้วทำไงดีหละ ก็เลยให้คุณป้าเธอโทรมาตอนเกิดอาการอยากสูบบุหรี่ หรือให้หลานอ่านให้

โชคดีมากเวลาที่คุณป้าเขาเกิดอาการอยากสูบบุหรี่ เธอก็โทรมาจะเป็นตอนกลางวัน ว่า”เอาอีกแล้ว.....มันชวนฉันอีกแล้วมันชวนให้ฉันสูบอยู่นั่นหละจะทำไงดี” คือมันจะมีอาการอยากสูบเป็นระยะๆ เราก็บอก ว่า
“เอ้าป้า...คิดในใจนะคิดอย่าออกเสียงขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ จงบันดาลบุญข้าให้แก่ผู้ที่กำลังชวนให้ข้าสูบบุหรี่ รับบุญข้าแล้วเลิกชวนข้าสูบบุหรี่ได้แล้วข้าอยากเลิกสูบบุหรี่  แล้วข้าจะส่งบุญให้อีก” เราต้องคิดข้อความสั้นๆให้เขาเพราะเขาจะจำไม่ได้ ต้องทำกันอยู่นานแต่ก็ได้ผลนะ พอมาระยะหลังเวลาหมอนัดมาพบ  ดูหน้าตาผิวพรรณมีน้ำมีนวลเพราะอ้วนขึ้นทานอาหารได้มากต่อมรับรสทำงานได้ ดี คนสูบบุหรี่ไม่ต้องกังวลนะว่าเลิกบุหรี่แล้วจะอ้วน เรามีวิธีควบคุมได้  ดีกว่าสูบแล้วป่วยด้วยโรคต่างๆ

เห็นไหมค๊ะวิธีของหลวงปู่เกษม ง่ายๆ แต่ต้องขยันนะเพราะถ้าส่งบุญน้อยไปจะไม่ได้ผล มีน้องคนหนึ่งเขาติดเหล้ามากพอถึงเวลาตอนเย็นๆ (ตัวกระตุ้น )ที่เคยไปนั่งดื่มกับเพื่อนๆก็เกิดอาการเปรี้ยวปาก อยากจะไปดื่ม บางทีเพื่อนไม่มาชวนเขาก็ไปชวนเพื่อนเอง ตอนหลังเขาก็ใช้วิธีอุทิศบุญนี่หละ ให้ชาวทิพย์ที่มาชวนไปดื่ม บอกเขาไปเลยว่าอย่ามาชวนไปดื่ม มันบาปนะ เขาบอกทำไปทุกวันจนปัจจุบันนี้ เวลานั้นมาถึงเขาก็ไม่มีอาการอีกเลย

การเสพติดบุหรี่เป็นพฤติกรรมที่ซับซ้อนอย่างที่ได้เล่ามาตั้งแต่ต้น การรักษาหรือช่วยให้เลิกบุหรี่จึงยาก แต่เรามักจะได้ยินคนสูบบุหรี่พูดอยู่เสมอว่าเลิกบุหรี่ไม่ยาก มันอยู่ที่ใจ จะเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก็เห็นคนที่พูดเลิกไม่ได้ซักที แท้ที่จริงมันไม่ได้อยู่ที่ใจ แต่มันมีอำนาจลี้ลับ คือมีผู้อยู่อีกโลกที่เรามองไม่เห็นที่เขาเป็นเจ้ากรรมนายเวรเราอยู่(ตัวกระตุ้น)คอยชวนให้เราในทางที่เขาต้องการ ถ้าเราไม่รู้วิธี เราก็จะตกเป็นทาส (ทุกข์)บุหรี่ตลอดไป

นี่แหละอำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ทีพึ่งอันยิ่งใหญ่ในจักรวาล ขอเพียงให้เราเชื่อมั่น ศรัทธา ไม่มีสิ่งอื่นใดที่เราจะไปยึดว่าเป็นที่พึ่งได้ ขอให้เชื่อในคำสอนของหลวงปู่เกษม แล้วทำตามก็จะมีแต่สิ่งที่ดีๆเกิดขึ้น ถึงแม้ทุกข์นั้นจะไม่หมดไป แต่ก็จะเบาบางลง
วันนี้ขอยุติเพียงเท่านี้ก่อนนะค๊ะ

ความรู้และบุญที่เกิดขึ้นจากการอ่านนี้ ให้ญาติ ให้เทพที่รักษา ให้นายเวร ให้เชื้อโรค ของข้า ของท่านผู้อ่านทุกท่านตลอดไป




sweet

สุภาภรณ์ จันเติม ต้องขอขอบคุณ พี่ศศินาฐ แสงแก้ว ที่ได้แนะนำวิธีอุทิศบุญให้พร้อม cd

sasinad sangkaew

   

                สวัสดีค๊ะ  พบกันอีกครั้งหลังที่ห่างหายไปนานวันนี้จะมาเล่า
ทุกข์เรื่อง…..ไม่อยากให้มดตาย
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้ใครเชื่อ แล้วใครจะหาว่าโม้ก็ตามแต่ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราจริงๆ ก็ตัดสินใจอยู่นานเหมือนกันว่าควรจะเล่าหรือไม่เรื่องก็มีอยู่ว่า

เมื่อวันหยุดมาถึง  เราจะชอบมากๆ  เพราะทุกเช้าวันหยุดจะได้มีเวลาทำอาหารให้สามีและลูกทาน ยิ่งได้มาเรียนรู้เรื่องการอุทิศบุญจากหลวงปู่เกษม อาจณฺณสีโล เรายิ่งยินดีมาก ทุกครั้งที่เสริฟอาหารจะอุทิศบุญให้ญาติ เทพที่รักษา นายเวร เชื้อโรคของเราสามีเราลูกเรา และชาวทิพย์ที่อยู่ที่บ้าน ก็แล้วแต่เหตุการณ์ที่จะมาเกี่ยวข้องในแต่ละวัน แล้วก็ชอบที่จะทำแบบนี้มันมีความรู้สึกที่ดีๆเกิดชึ้นจริงๆ

เช้าวันนั้น  ก็เหมือนเช่นเคยสามีตื่นนอนแล้ว เขาก็จะลงมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอทานกาแฟอยู่ ระเบียงหน้าบ้าน เพราะอากาศตอนเช้าจะดี แล้วก็ดีกว่านั่งในบ้านเราก็จัดเตรียมอาหารเช้ามีกาแฟและขนมปังมาเสริฟเขาก่อน  (ตามธรรมหลวงปู่เคยสอนนำมาจากพระไตรปิฎกให้สามีก่อน) แล้วเราก็จัดเตรียมส่วนของเรามาทีหลังสามีเขาก็จะอ่านหนังสือพิมพ์ไปด้วย ทานอาหารไปด้วย ส่วนเราก็จะอ่านหนังสือธรรมของวัดสามแยกไปด้วยทานอาหารไปด้วยเช่นกัน ทีนี้พอเราหันไปจับถ้วยกาแฟมาดื่ม สายตาก็เหลือบไปเห็นมดตัวโตเบ้อเริ่ม น่าจะเป็นมดที่อยู่เป็นรังใหญ่ที่เขากินไข่มันมดแดง (บ้านเราอยู่แถวตลิ่งชัน หมู่บ้านเราแต่ก่อนนี้เป็น

สวนผลไม้ ปัจจุบัน หลังหมู่บ้านก็ยังเป็นสวนของชาวบ้านอยู่เลย จะมี งู กิ้งก่า กระรอก ออกมาให้เห็นอยู่) บางครั้งมดแมลงสาปจะออกมา สามีบอกให้ซื้อยามากำจัดบ้างลูกเขาก็จะบอกว่า “พ่อไม่รู้เหรอแม่เขาไม่อยากฆ่าสัตว์” กลับมาเล่าต่อนะ เราก็เห็นมดมันกำลังไต่ขอบถ้วยกาแฟ เราก็เลยเอาถ้วยกาแฟไปเคาะกับโต๊ะเพื่อให้มันหนีไปพร้อมกันนี้ปากเราก็บ่นได้วยว่า

“เฮ้ย….นี่มด..เองอย่าเที่ยวเดินเพล่นพล่านอยู่บนถ้วยกาแฟนะเดี๋ยว.ก็ตกลงไปในน้ำร้อนตายหรอกไป้ออกไป้” ปากว่าไปมือก็เคาะถ้วยกาแฟไป มองดูแล้วก็ไม่เห็นมันอยู่บนถ้วยกาแฟอีกคิดว่ามันคงหนีไปแล้ว เราก็วางถ้วยกาแฟลงหันไปอ่าหนังสือต่อ ซักพักเราก็หยิบถ้วยกาแฟมาจะดื่ม ก็เห็นเจ้ามดตัวนั้นมดตกลงไปในถ้วยกาแฟตอนไหนไม่รู้ กำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในถ้วยกาแฟใหญ่เลย(ถ้วยกาแฟจะใบใหญ่และปากบาน) จะเห็นมันชัดมากเราตกใจอ้าว..ลงไปได้ไงครั้นจะเทกาแฟทั้งถ้วยเจ้ามดตัวนี้มันต้องตายแน่ๆเพราะกาแฟมันเยอะแล้วก็ร้อนด้วยเลยตัดสินใจเอามือวักลงไปในถ้วยกาแฟ ยอมร้อนมือเพื่อช่วยให้มดมันรอด พอวักมดออกมาพร้อมกาแฟเราก็เอา

มันเทลงบนโต๊ะเห็นมันนอนแน่นิ่งไปเลยมือเราก็เขี่ยๆๆๆเอาน้ำกาแฟออกไม่ให้ท่วมตัวมด พร้อมทั้งปากก็ร้องไปว่า
เฮ้ย.อย่าตายนะอย่าเพิ่งตายๆๆๆขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์จงบันดาลบุญข้าให้ญาติให้เทพที่รักษาให้นายเวรให้เชื้อโรคให้ชาวทิพย์ที่ดูแลมดตัวนี้รับบุญแล้วช่วยมดด้วยอย่าให้มันตายนะ ซักพักมดมันก็ค่อยๆฟื้นโดย หัวมันค่อยโงขึ้นก่อน แต่ตัวและขามันยังติดอยู่กับพื้นอยู่เลย แล้วมันก็เอามือ2ข้างของมันดันตัวขึ้น เหมือนคนเล่นโยคะ เราก็ส่งเสียงอุทิศบุญไปด้วยแล้วมันก็ค่อยๆฟื้นได้ทั้งตัวแล้วมันก็นั่งคุกเข่าทั้งสองข้าง พร้อมทั้งพนมมือสองข้างชูเหนือหัวมันมาทางเรา จะคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลยว่า มันกำลังขอบคุณเราที่เราช่วยชีวิตมัน เราคิดอะไรไม่ออกเลยเรียกสามีใหญ่เลยให้มาดูมด “พ่อๆดูดี่มดมันขอบคุณแม่ใหญ่เลย”  สามีก็ได้แต่ตอบ เอ้อ.เอ้อ แต่ก็

ไม่ได้หันมามองเลยเอาแต่อ่านหนังสือพิมพ์ พอมดมันแข็งแรงเราก็ไล่ให้มันไปไกลๆอย่ามาอยู่แถวนี้ต่อจากนั้นเราก็เล่าให้ลูกฟัง ลูกเขาก็หาว่าแม่นี่เล่าเป็นวอลดิสนีย์เลย(หาว่าเราเล่าเป็นหนังการ์ตูนเพราะเวลาเราเล่าเราจะทำท่าตอนมดมันฟื้น) แล้วเราก็เล่าให้ลูกน้องที่ทำงานฟัง เล่าไปเรื่อยๆๆๆใครๆเขาฟังส่วนใหญ่เขาก็จะหัวเราะ เพราะท่าทางประกอบกับที่เราแสดงแต่เราไม่ขำเราเข้าใจได้เลย ว่าชีวิตใครๆก็รักไม่ว่าจะตัวโตเท่าช้าง หรือเล็กเท่ามดจากเรื่องที่เล่ามาซะยืดยาว ก็แล้วแต่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาประเด็นมันมีอยู่คือ

สืบเนื่อง
โดยพื้นฐานเราเป็นคนชอบฟังธรรม อ่านหนังสือธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นพระหรือ ฆารวาสเคยได้ยิน ดร.สนอง วรอุไรพูดว่ามนุษย์เราควร ประกันชีวิตด้วยศีลข้อที่1.ปาณาติบาต ประกันทรัย์สินด้วยศีลข้อที่2.อทินา ประกันครอบครัวด้วยศีลข้อที3.กาเม ประกันสังคมด้วยศีลข้อที่4.มุสา ประกันสติปัญญาด้วยศีลข้อที่5.สุราเมแล้วก็ได้ยินมาว่าศีลเปรียบเหมือนสะพาน พาเราไปพบสิ่งดีงาม ทานเป็นบารมีทำให้เราเป็นที่รักที่เกรงใจแก่ใครๆแล้วเมื่อก่อนนี้เวลาเราไปทำบุญพระก็จะให้เรารับศีล(เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปวัดอื่นแล้วนอกจากวัดสามแยก)เราก็มักจะได้ยินพระว่าอานิสงส์ของศีล

สีเลนะ สุคติง ยันติ                 ศีลเป็นที่มาของความสงบสุข
สีเลนะ โภคะสัมปะทา           ศีลเป็นที่มาของความสมบูรณ์แห่งทรัพย์สิน
สีเลนะ นพพุติง ยันติง           ศีลเป็นที่มาของการพ้นทุกข์ทั้งปวง

ถ้าเราอยากมีความสุขร่ำรวย เราก็ต้องรักษาศีล แต่การรักษาศีลมันไม่ได้ง่าย ตราบใดที่เรายังต้องทำงาน เจอผู้คนหลากหลายอุปนิสสัย หลวงปู่เกษมเคยสอนไว้ว่า ถ้าบอกว่ารักษาศีลแล้วทำไม่ได้ก็มีโทษได้เหมือกัน เคยฟังหลวงปู่แสดงธรรมว่าพระพุทธองค์จะแสดงอนุปุพพิกถาแก่ยะสะกุลบุตรก็เลยไปศึกษาดู
อนุปุพพิกถา หมายถึง                                                                                                                                                   

[246] อนุปุพพิกถา 5 (เรื่องที่กล่าวถึงตามลำดับ, ธรรมเทศนาที่แสดงเนื้อความลุ่มลึกลงไปโดยลำดับ เพื่อขัดเกลาอัธยาศัยของผู้ฟังให้ประณีตขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนพร้อมที่จะทำความเข้าใจในธรรมส่วนปรมัตถ์ — progressive sermon; graduated sermon; subjects for gradual instruction)
       1. ทานกถา (เรื่องทาน, กล่าวถึงการให้ การเสียสละเผื่อแผ่แบ่งปัน ช่วยเหลือกัน — talk on giving, liberality or charity)
       2. สีลกถา (เรื่องศีล, กล่าวถึงความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม — talk on morality or righteousness)
       3. สัคคกถา (เรื่องสวรรค์, กล่าวถึงความสุขความเจริญ และผลที่น่าปรารถนาอันเป็นส่วนดีของกาม ที่จะพึงเข้าถึง เมื่อได้ประพฤติดีงามตามหลักธรรมสองข้อต้น — talk on heavenly pleasures)
       4. กามาทีนวกถา (เรื่องโทษแห่งกาม, กล่าวถึงส่วนเสีย ข้อบกพร่องของกาม พร้อมทั้งผลร้ายที่สืบเนื่องมาแต่กาม อันไม่ควรหลงใหลหมกมุ่นมัวเมา จนถึงรู้จักที่จะหน่ายถอนตนออกได้ — talk on the disadvantages of sensual pleasures)
       5. เนกขัมมานิสังสกถา (เรื่องอานิสงส์แห่งความออกจากกาม, กล่าวถึงผลดีของการไม่หมกมุ่นเพลิดเพลินติดอยู่ในกาม และให้มีฉันทะที่จะแสวงความดีงามและความสุขอันสงบที่ประณีตยิ่งขึ้นไปกว่านั้น — talk on the benefits of renouncing sensual pleasures)

       ตามปกติ พระพุทธเจ้าเมื่อจะทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่คฤหัสถ์ ผู้มีอุปนิสัยสามารถที่จะบรรลุธรรมพิเศษ ทรงแสดงอนุปุพพิกถานี้ก่อน แล้วจึงตรัสแสดงอริยสัจจ์ 4 เป็นการทำจิตให้พร้อมที่จะรับ ดุจผ้าที่ซักฟอกสะอาดแล้ว ควรรับน้ำย้อมต่างๆ ได้ด้วยดี
Vin.I.15;
D.I.148.    วินย. 4/27/32;
ที.สี. 9/237/189.



พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พิมพ์ครั้งที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๔๖
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=246
     

จากการศึกษาพบว่าที่หลวงปู่แสดงธรรมแก่พวกเราก็จะเริ่มจากการให้ทาน จะสอนเรื่องการอุทิศบุญและจะเน้นมากเรื่องปัตติทานมัย คือบุญที่เกิดจากการให้ส่วนบุญแก่ญาติในโลกทิพย์ เทพที่รักษา นายเวร เชื้อโรคซึ่งไม่มีใครเคยสอนมาก่อน และถึงแม้ การให้ธรรมะเป็นทานจะเป็นทานที่สูงสุด แต่หลวงปู่จะตรอกย้ำว่า

การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง แต่ไม่ควรลืมทานทั้งปวงเพื่อธรรมทานจะได้สมบูรณ์

 แล้วต่อจากทานหลวงปู่จะเน้นเรื่องศีลมากๆ อานิสงส์ของศีลที่จริงแล้วมีรายละเอียดเยอะมาก เราเมื่อได้มาเรียนรู้ เริ่มศึกษาจากพระไตรปิฎกเราก็จะนำมาประกอบกับการทำงาน การทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลจะเกี่ยวข้องกับความเป็นความตาย เราก็จะเห็นการเกิดก็เป็นทุกข์ เมื่อวันก่อนมีคนรู้จักมาคลอดที่โรงพยาบาล ภรรยาเขามีลูกยากมากเคยแท้งมาสองครั้ง เราก็พาเขาไปฝากคุณหมอที่คลินิกคนมีลูกยาก เขามีความพร้อมทั้งฐานะ การงาน คนเลี้ยงเด็ก พอเด็กคลอดออกมานิ้วมือข้างนึ่งกุดไปเกือบหมดแล้วเป็นเด็กผู้หญิงเราหนะเศร้าไปกับเขาด้วยเฮ้อ..ทำให้เรานึกถึงผลของการรักษาศีลข้อที่1.ปาณาติบาตคือ
       
      ความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะน้อยใหญ่  ๑ ความถึงพร้อมด้วยส่วนสูงและส่วนกว้าง  ๑
      ความถึงพร้อมด้วยเชาว์และไหวพริบ  ๑  ความเป็นผู้มีเท้าตั้งอยู่เหมาะสม  ๑
      ความสวยงาม  ๑  ความเป็นผู้ออ่นโยน ๑ ความสะอาด  ๑  ความกล้าหาญ ๑ความเป็นผู้มี 
      กำลังมาก ๑ ความเป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย ๑ ความเป็นผู้น่ารักน่าพอใจของสัตว์ทั้งหลาย ๑
     ความเป็นผู้มีบริษัทไม่แตกแยกกัน ๑ ความเป็นผู้ไม้สะดุ้งหวาดเสียว ๑ ความเป็นผู้อันใครๆกำ
     จัดได้ยาก ๑ ความเป็นผู้ไม่ตายด้วยการปองร้ายของผู้อื่น ๑ ความเป็นผู้มีบริวารมาก ๑ ความ
     เป็นผู้มีผิวงาม ๑ ความเป็นผู้มีทรวดทรงงาม ๑ ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ๑ ความเป็นผู้ไม่เศร้า
     โศก ๑ ความเป็นผู้ไม่พลัดพรากจากของรักของชอบใจ ๑ ความเป็ฯผู้มีอายุยืน ๑

        (จากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล 91เล่มฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย 45/440/23) 

ผลของการรักษาศีลข้อ1ยังมากมายขนาดนี้เราจึงพยายามพิจจารณาระมัดระวังให้มากขึ้นในการดำเนืนชีวิตแต่ละวัน ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องเล่าของมดตัวนั้น
แล้วท่านหละเริ่มตระหนักถึงผลของศีลข้อที่หนึ่งแล้วหรือยัง

ขออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์ จงบันดาลบุญที่เกิดจากการเล่า การอ่านครั้งนี้ จงส่งผลให้ผู้อ่านและผู้เล่าจงมีส่วนในธรรมที่พระพุทธองค์ได้เห็นแล้วคือความพ้นทุกข์ ให้ได้                                       

sooksi

ยินดีในบุญค่ะ

sasinad sangkaew

                   



                           สวัสดีค๊ะ ผู้เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ทุกท่าน  อีกเช่นเคยวันนี้จะมาพูดถึง

เรื่องทุกข์…..เมื่อภัยพิบัติมาถึง (มหาอุทกภัย)

ประเด็นที่จะพูดในวันนี้คือ เมื่อภัยพิบัติมาถึงต่อหน้าแล้ว เราจะต้องทำตัวอยางไร ให้เสียหายน้อยที่สุด ครั้นจะพูดว่าไม่ให้เสียหายคงจะแป็นไปไม่ได้ เพราะประสบภัยกันซะถ้วนหน้า

ชื่อเรื่องในวันนี้คือ อยู่ที่ไหนก็ตาย………..แต่ตายแบบรอดนั้นเป็นอย่างไร         
   
 สืบเนื่อง เมื่อเหตุการณ์ มหาอุทกภัยที่ผ่านมาเพราะ  เจ้าพายุฝนที่เข้าโจมตีประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2554มาเรื่อยๆ คือพายุ  นกเตน  ไหหม่า  นาเก  เนซาด  แล้วก็ไฮ่ถังซึ่ง เป็นปัจจัย  จึงทำให้มีน้ำปีนี้ม๊ากมากกว่าปีก่อน  น้ำปีนี้ม๊ากกมากว่าปีก่อนเป็นปัจจัย จึงทำให้น้ำท่วม แบบมหาอุทกภัยไง  ที่พูดเช่นนี้เราก็จะได้ไม่ไปโทษใคร  แล้วเราก็จะได้ไม่ต้องไปตามหาว่าใครเป็นต้นเหตุ

ตัวเรา สามี และลูกเฝ้าติดตามข่าวน้ำท่วม ทีวีทุกช่อง 3 5 7 9 NBT Spring news  TPBS  Voice  TNNทุกท่าน ก็คง เช่นเดียวกัน  เพราะลุ้นระทึกอยู่ว่า เมือไหร่จะเป็นเรา แต่เราก็ไม่ประมาท บ้านเราอยู่ตลิ่งชัน ด้านซ้ายของบ้านคือคลองบางกอกน้อย หลังบ้านเราคือคลองมหาสวัสดิ์  ด้านขวาบ้านเราคือคลองทวีวัฒนา สามีเราเขาจะเดินไปดูเหตุการณ์แล้วมาบอกให้ทราบทุกวัน น้ำมาถึงไหน สถาณการเป็นอย่างไร แล้วเราก็ขับรถไปหาซื้อทรายมาทำแนวกั้นน้ำ เหตุการณ์มันจะ

เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  บ้านเราก็จะมีทรายเพิ่มตามเหตุการณ์  ออกไปซื้อทรายมาราคาก็แพงขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่เที่ยงเป็นทุกข์บังคับ มันไม่ได้แพงก็ต้องซื้อ     มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง น้องเราอยู่ต่างจังหวัดก็โทรมา ให้ย้ายปลั๊กไฟ ให้ยกของขึ้นชั้น2 ให้…..ให้.....ให้…..โทรมาวันละหลายๆครั้ง ดูทีวีเขาแนะนำอะไรก็โทรมาบอกให้ทำ   ให้ปิดบ้านแล้วไปอยู่ที่อื่น
มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ความจริงอันประเสริฐ….ที่พระพุทธองค์บอกว่ารักก็เป็นทุกข์   ยินดีก็เป็นทุกข์ ยินร้ายก็เป็นทุกข์  ส่วนเพื่อนๆเราหลายคนพาครอบครัวอันเป็นที่รักหนีน้ำ  ไปอยู่วัดสามแยก โทรมาชวนให้เราไปด้วย นี้ก็เป็นทุกข์ ศิษย์วัดสามแยกบางคนบอกไปไม่ได้เป็นห่วงแม่ แม่ห่วงบ้าน นี่ก็เป็นทุกข์  ตัวเราก็ห่วงลูกเพราะลูกต้องทำงาน นี่ก็เป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งนั้น ทุกล้วนๆ เป็นอื่นไปไม่ได้เลยแต่มันก็จะต้องผ่านไปเพราะมันไม่เที่ยง

เราก็มาคิดว่า เราได้เตรียมตัวป้องกันทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว  และหากเหตุการณ์มันรุนแรงมากไม่สามารถทำอะไรได้  เราก็คงต้องยอมรับมัน  แต่เรายังมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ความกลัวมันไม่สะเทือนถึงใจ คือมันรู้สึกได้ในใจลึกๆว่าเราจะต้องรอด  และ เรายังจำคำสอนของหลวงปู่เกษม อาจิณฺณสีโล ที่สั่งสอนพวกเราจาก ซีดีชุด สอนกลุ่มแมหนม ปากเซ (ลาว)

บางช่วงบางตอนจากซีดี หลวงปู่เกษมได้แสดงธรรมเอาไว้
   
                “คนที่ถือ พุทธ ธรรม สงฆ์ อย่างถูกต้อง อยู่ที่ไหนก็อยู่ไปเถิด อย่าย้ายตัวมาอยู่วัดสามแยก ไม่ต้องย้าย อยู่ที่ไหนอยู่ที่เดิมนั่น ขอให้ถือให้ถูกต้อง ตามหลักธรรมก็พอ โดยไม่ต้องย้าย คือรอด โดยตายก็รอด ยังก็รอด คือมันเป็นความรอดภายใน”
               
                “ใครอยู่ไหนก็ตามศึกษาตามพระไตรปิฎกถ้าทำถูกต้องปลอดภัย รอดๆๆโดยตายก็รอด ต้องเข้าใจว่าตายก็รอด อย่าลืมว่าทำยังไงก็ตามถูกต้องตามพระไตรปิฎกนี่ จะอยู่บ้านไหนเมืองไหน การค้าการขาย ทำมาหากิน แบบไหนก็ตาม ตายก็ตามยังก็ตาม ถือว่ารอด เพราะจิตใจเขาไม่ได้ไปตกนรกหมกไหม้ อีกต่อไป มันรอดอย่างนั้น ไม่ใช่รอดแบบไม่ตาย”
               
                “ถ้าใครอยากรอดจากวันนี้ไปหาวันรอด นิดเดียว จากชาติก่อนที่เคยมามาก เท่าเม็ดหินเม็ดทรายในก้อนโลกนี้ก็ตามนับๆๆ แล้วนับชาติหนึ่ง เอาเม็ดทรายเม็ดหนึ่ง นับ 2ชาติเอา 2เม็ดทราย หมดเม็ดทรายทั้งโลก(26/478/13)นี้ ยังไม่เท่ากับชาติที่เคยผ่านมา แล้วเทียบจากวันนี้ ไปถึงข้างหน้าจะไปถึงวันหลุดพ้น ใช้เวลาอย่างมากแค่แสนกัป ก็อยู่ประมาณเท่ากับ เอาปลายเล็บตักทรายขึ้นมา ติดมาไม่กี่เม็ด อานุภาพที่จะมาบีบคั้นเหลืออยู่แค่นี้ กลัวอะไร จากวันที่เรียนรู้ธรรมไป

หาวันรู้นี่ ช้าที่สุดคือแสนกัป แต่ถ้าจากวันนี้ที้เรียนรู้ธรรม ไปหาการเป็นอักครสาวก อันนี้ ๑อสงขัย ทีนี้ยาว แต่ถ้าสร้างการเป็นพระปัจเจก ๒อสงขัยกับแสนกัป (46/89/16) ถ้าสร้างเป็นพุทธะ ต่ำสุดคือ ๔อสงขัยกับแสนกัป แต่รับรู้เรื่องนับแต่วันที่ไม่รู้เรื่อง คือเรียนศาสนาพุทธ มันจะต่างกับสิ่งอื่น คือไม่ได้กลับไปเรียนซ้ำเดิม ใครเรียนอะไรไว้แล้ว เกิดชาติใหม่นี้ จะ

ต่ออันนั้ คนเรียนพระรัตนตรัยไว้ ชาติต่อไป พระรัตนตรัย พอได้ยินจะเข้าใจเลย แล้วจะได้เรียนเรื่องทานเรื่องศีลต่อ ถ้าเรียนพระรัตนตรัยเอาไว้แล้ว ชาติต่อไปจะได้เรียนเรื่องศีล  พระรัตนตรัยกับทานนี้ จะปักอยู่ในใจของเราไม่หาย แล้วถ้ายิ่งแล้ว ใครเป็นพระโสดาบับ ชาติต่อไปเรียนเป็นพระสกทาคาเลย ถ้าได้เป็นพระสกทาคา ชาติต่อไปก็เป็นพระอนาคา ถ้าได้

เป็นอนาคาชาติต่อไป คือในพรหมเลย ชาติต่อไปได้มาเป็นมนุษย์ หากใครเป็นอรหันต์ชาติต่อไปไม่มี แล้วถ้าใครอยากรอด ตายก็รอดยังก็รอดให้เรียนพุทธ ธรรม สงฆ์ เอาไว้ ให้เข้าหาพระพุทธเจ้าเอาไว้ แต่ไม่ใช่ว่าหากจะเรียนธรรม ต้องมาวัดสามแยก ต้องมาหาพระวัดสามแยก ไม่ใช่นะ

เรียนธรรมพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหนก็ได้ ใครอ่านอยู่ที่ไหนก็จะเจอว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุณี ทั้งหลายฯลฯ คำเหล่านี้อยู่ในพรไตรปิฎก ไม่ได้อยู่ที่นี่ เมื่อทำมาก็จะสบาย”

“บอกคำสำคัญให้ ในระยะนี้ให้อ่านพระไตรปิฎก ทั้งคำขึ้นต้น และจบลงตรงนี้ ทั้งปฐมกถาก็อันนี้ ปัจฉิมกถาก็อันนี้  อ่านพระไตรปิฎกนะ ไปจนตายโน่นแหละ ก็จะสั่งอันนี้ แม้ใกล้จะตายก็จะบอกว่า อ่านพระไตรปิฎกนะ มันเข้าใจแล้วมันจะอยากทำ อ่านแล้วไม่เข้า อ่านมันก่อน อ่านจนเข้า อ่านไม่เข้าไม่ได้ทำเลยในชาตินี้ ไม่เป็นไรชาติหน้าจะ

มาอ่านต่อ ไม่ได้อ่านในโลกนี้ ก็จะได้ไปอ่านอีกในโลกอืน ในโลกอื่น อ่านขึ้นที่ใจ ที่ตนเคยอ่าน อ่านที่ความจำที่ตนเคยอ่านไว้  ส่วนในโลกนี้ อ่านที่ตัวหนังสือ  อ่านเสร็จแล้วก็เอาความจำขึ้นมาตรวจสอบ ก็เหมือนกับอ่านในโลกอื่น ก็ใช้ความจำขึ้น”

เมื่อทบทวนคำสอนของหลวงปู่เกษม  เราน้อมรับคำสอนมาปฏิบัติ โดยมีพระรัตนตรัยเป็นที่พิ่ง อ่านพระไตรปิฎก อยู่กับบ้าน แล้วก็อุทิศบุญ  เหมือนที่เคยปฏิบัติมา สุดท้าย น้ำก็มาถึงกรุงเทพ รอบบ้านเราน้ำท่วมสูงมาก การเดินทางลำบาก น้องชายก็โทรมาด้วยความเป็นห่วง เพื่อลดความวิตกกังวลของเขา(ทุกข์) เราจึงตัดสินใจออกจากบ้านไปอยู่ต่างจังหวัด

ก่อนจะไปเราก็ได้ เอาบุญมาไว้เป็นกองกลางรอบบ้านเหมือนที่เคยทำ เพื่อให้ชาวทิพย์ดูแลบ้านให้ แต่คราวนี้ จะแตกต่างคือตั้งสัจจะอธิษฐาน  โดยดัดแปลงจากที่หลวงปู่ เกษม อาจิณฺณสีโลเคยสอนไว้ ซีดีชุด สอนกลุ่มลานวัด 13มีคนถามหลวงปู่    “กลัวเกิดไปชาติหน้าจะไม่ได้นิพพาน”

หลวงปู่                “แต่ถ้าคนได้เรียนแค่ปรารถนาจะได้พบพุทธ ศาสนาไม่ยาก สมมติว่าได้ใส่บาตร (พระจะต้องไม่ทุศีล) หรือใส่ ของหรือได้ฟังเทศน์ เข้าใจ (ให้คิดทันที) ความเข้าใจอันนี้ของข้าจงส่งผลให้ข้าได้ดำเนินการกับพุทธศาสนาต่อ  ไป
                         ”  แค่นี้ก็เปิดทางไว้เรียบร้อยแล้วง่ายๆ ไม่ใช่คนมีศีลเพียงแค่คนถือพระรัตนตรัย ก็กล่าวได้เลยว่า
                       
                           “ข้าพเจ้าถือพุทธ ธรรม สงฆ์ เป็นที่พึ่งโดยไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน แม้ข้าเจ้ายังทานไม่เต็ม ศีลยังไม่บริบูรณ์ และไม่ได้มี แต่ช้าพเจ้าถือพระรัตนตรัยอย่างถูกต้อง ผลนี้จงส่งให้ข้าพเจ้าได้ศึกษาตามพุทธศาสนาไปจนถึงวันพ้นทุกข์”

แค่นี้ก็สามารถตามไปเรื่อยๆ กล้วยๆง่ายๆ “

เราเลยนำเอาคำอธิษฐานที่หลวงปู่สอนมาเป็นต้นแบบ

    “ข้าถือพุทธ ธรรม  สงฆ์ เป็นที่พึ่งโดยไม่มีสิ่งอื่นมาเจือปน แม้ข้าพเจ้ายังทานไม่เต็ม ศ๊ลยังไม่บริบูรณ์ และไม่ได้มีศีล  แต่ข้าถือพระรัตนตรัยอย่างถูกต้อง ด้วยความจริงอันนี้ ขอให้บ้านข้าปลอดภัยจากน้ำท่วมครั้งนี้ด้วยเถิด”

หลังจากน้ำลดแล้วเราก็กลับบ้าน ผลคือสมปรารถนาดั่งคำอธิษฐาน

อานิสงส์ของการศึกษาพระไตรปิฎก


                                                     ๑.  โสตานุคตสูตร
ว่าด้วยอานิสงส์การฟังธรรม  ๔  ประการ
[๑๙๑]    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์  ๔  ประการแห่งธรรมทั้งหลาย
ที่บุคคลฟังเนือง ๆ คล่องปาก  ขึ้นใจ   แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ    อันบุคคล
พึงหวังได้    อานิสงส์  ๔  ประการเป็นไฉน    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ย่อมเล่าเรียนธรรม  คือ  สุตตะ...เวทัลละ    ธรรมเหล่านั้นเป็น
ธรรมอันภิกษุนั้นฟังเนือง  ๆ  คล่องปาก    ขึ้นใจ    แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
เธอมีสติ     หลงลืม     เมื่อการทำกาละ    ย่อมเขาถึงเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง
บทแห่งธรรมทั้งหลาย  ย่อมปรากฏแก่เธอผู้มีความสุขในภพนั้น  สติบังเกิดขึ้นช้า
แต่สัตว์นั้นย่อมเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ  เร็วพลัน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    นี้เป็น
อานิสงส์ประการที่  ๑ แห่งธรรมทั้งหลายที่บุคคลฟังเนือง ๆ คล่องปาก    ขึ้นใจ
แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ  อันบุคคลพึงหวังได้.

อีกประการหนึ่ง     ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม  คือ  สุตตะ...เวทัลละ
ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันภิกษุนั้นฟังเนือง ๆ คล่องปาก  ขึ้นใจ   แทงตลอด
ด้วยดีด้วยทิฏฐิ    เธอมีสติหลงลืม     เมื่อกระทำกาละ     ย่อมเข้าถึงเทพนิกาย
หมู่ใดหมู่  หนึ่ง  บทแห่งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏแก่เธอ  ผู้มีความสุขอยู่ใน
ภพนั้นเลย  แก่ภิกษุผู้มีฤทธิ์  ถึงความชำนาญแห่งจิต  แสดงธรรมแก่เทพบริษัท
เธอมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า   ในกาลก่อนเราได้ประพฤติพรหมจรรย์ในธรรม-
                       
                                    พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 471
วินัยใด  นี้คือธรรมวินัยนั้น   สติบังเกิดขึ้นช้า   แต่ว่าสัตว์นั้นย่อมบรรลุคุณวิเศษ
เร็วพลัน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    บุรุษผู้ฉลาดต่อเสียงกลอง    เขาเดินทางไกล
ฟังได้ยินเสียงกลอง   เขาไม่พึงมีความสงสัย    หรือเคลือบแคลงว่า    เสียงกลอง
หรือไม่ใช่หนอ    ที่แท้เขาพึงถึงความตกลงใจว่า    เสียงกลองทีเดียว    ฉันใด
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน     ย่อมเล่าเรียนธรรม ฯลฯ ย่อมเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ
เร็วพลัน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๒  แห่งธรรมทั้งหลาย
ที่ภิกษุฟังเนือง ๆ คล่องปาก    ขึ้นใจ    แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ    อันบุคคล
พึงหวังได้.
อีกประการหนึ่ง  ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม คือสุตตะ...บทแห่งธรรม
ทั้งหลาย    ย่อมไม่ปรากฏแก่เธอผู้มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย   ทั้งภิกษุผู้มีฤทธิ์
ถึงความชำนาญแห่งจิต    ก็ไม่ได้แสดงธรรมในเทพบริษัท    แต่เทพบุตรย่อม
แสดงธรรมในเทพบริษัท เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า  ในกาลก่อนเราได้ประพฤติ
พรหมจรรย์ในธรรมวินัยใด   นี้คือธรรมวินัยนั้นเอง  สติบังเกิดขึ้นช้า    แต่ว่า
สัตว์นั้นย่อมเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ  เร็วพลัน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุรุษผู้ฉลาด
ต่อเสียงสังข์เขาเดินทางไกล  พึงได้ฟังเสียงสังข์เข้า   เขาไม่พึงมีความสงสัยหรือ
เคลือบแคลงว่า  เสียงสังข์หรือมิใช่หนอ  ที่แท้เขาพึงถึงความตกลงใจว่า เสียงสังข์
ฉันใด  ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน  ย่อมเล่าเรียนธรรม  คือ  สุตตะ  ฯลฯ  ย่อม
เป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ  เร็วพลัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๓
แห่งธรรมทั้งหลายที่ภิกษุฟังเนืองๆคล่องปาก  ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ
อันบุคคลพึงหวังได้.
อีกประการหนึ่ง     ภิกษุย่อมเล่าเรียนธรรม   คือ   สุตตะ...บทแห่ง
ธรรมทั้งหลาย     ย่อมไม่ปรากฏแก่เธอผู้มีความสุขอยู่ในภพนั้นเลย    แม้ภิกษุ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 472
ผู้มีฤทธิ์   ถึงความชำนาญแห่งจิต  ก็มิได้แสดงธรรมในเทพบริษัท  แม้เทพบุตร
ก็ไม่ได้แสดงธรรมในเทพบริษัท  แต่เทพบุตรผู้เกิดก่อนเตือนเทพบุตรผู้เกิด
ทีหลังว่า    ท่านผู้นฤทุกข์ย่อมระลึกได้หรือว่า    เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ใน
กาลก่อน  เธอกล่าวอย่างนี้ว่า  เราระลึกได้ท่านผู้นฤทุกข์ ๆ    สติบังเกิดขึ้นช้า
แต่ว่าสัตว์นั้นย่อมเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ    เร็วพลัน   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  สหาย
ของคนเล่นฝุ่นด้วยกัน    เขามาพบกัน   บางครั้งบางคราว  ในที่บางแห่ง  สหาย
คนหนึ่ง  พึงกล่าวกะสหายคนนั้นอย่างนี้ว่า  สหาย  ท่านระลึกกรรมแม้นี้ได้หรือ
เขาพึงกล่าวอย่างนี้ว่า  เราระลึกได้  เราละลึกได้  ฉันใด    ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ย่อมเล่าเรียนธรรม  ฯลฯ  ย่อมเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ  เร็วพลัน    ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย    นี้เป็นอานิสงส์ประการที่  ๔  แห่งธรรมทั้งหลายที่ภิกษุฟังเนือง ๆ
คล่องปาก  ขึ้นใจ  แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ  อันบุคคลพึงหวังได้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    อานิสงส์  ๔  ประการนี้     แห่งธรรมทั้งหลายที่
ภิกษุฟังแล้วเนือง ๆ  คล่องปาก    ขึ้นใจ    แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ  อันบุคคล
พึงหวังได้.
จบโสตานุคตสูตรที่  ๑

จากพระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91เล่ม  35/470-472 สีน้ำเงิน     35/490/1 สีแดง

ชออำนาจพุทธ ธรรม สงฆ์จงบันดาลบุญที่เกิดจากการเล่าและการอ่าน จงส่งผลให้ผู้อ่าน ชาวทิพย์ที่ร่วมกันอ่านและผู้เล่า
จงมีส่วนในธรรมที่พระองค์ได้เห็นแล้วคือให้ถึงความรู้ที่สุดทุกข์ ให้พ้นทุกข์ในอนาคตกาลอันใกล้นี้ด้วยเถิด

sasinad sangkaew


         สวัสดีค่ะ พบกันอีกครั้ง
เพื่อให้การเล่าครังนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นจึงขอเล่าต่อจากคราวที่แล้วนะค๊ะ
วันนี้จะพูดถึงคำว่าสัจจะอธิษฐาน ซึ่งหลวงปู่จะสอนให้เรานำมาใช้เมื่อเวลาคับขับ

สัจจะ   1. ความจริงมี ๒ คือ ๑ สมมติสัจะ จริงโดยสมมติ เช่น คน พ่อค้า ปลา แมว โต๊ะ เก้าอี้
           2.ความจริงคือ จริงใจ ได้แก่ซื่อสัตย์ จริงวาจา ได้แก่ พูดจริง และ จริงการได้แก่ ทำจริง
(ข้อ๑ในฆราวาสธรรม ๔, ข้อ ๒ ในอธิษฐานธรรม๔,ข้อ ๔ ในเบญจธรรม, ข้อ ๗ ในบารมี ๑o)

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์( ชำระ- เพิ่มเติมช่วงที่ ๑) หน้า 422/1
 
สัจกิริยา    “การกระทำสัจจะ” การใช้สัจจะเป็นอานุภาพ การยืนยันเอาสัจจะคือความจริงใจ คำสัตย์ หรือภาวะที่เป็นจริงของตนเอง
เป็นกำลังอำนาจที่จะคุ้มครองรักษาหรือให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ที่พระองคุลิมาลกล่าวแก่หญิงมีครรภ์ว่า
“ดูก่อนน้องหญิง ตั้งแต่อาตมาเกิดแล้วในอริยชาติ มิได้รู้สึกเลยว่าจะจงใจปลงสัตว์เสียจากชีวิต
ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน ขอความสวัสดีจงมีแก่ครรภ์ของท่านเถิด” 
แล้วหญิงนั้นได้คลอดบุตรง่ายดายและปลอดภัย (คำบาลีของข้อความนี้ ได้นำมาสวดกันในชื่อว่า อังคุลิมาลปริต)

และเรื่องในวัฏฏกชาดกที่ว่า ลูกนกคุ่มอ่อน ถูกไฟป่าล้อมใกล้รังเข้ามา ตัวเองยังบินไม่ได้ พ่อนกแม่นกก็บินหนีไปแล้ว
จึงทำสัจกิริยา อ้างวาจาสัตย์ของตนเป็นอานุภาพ ทำให้ไฟป่าไม่ลุกลามเข้ามาที่นั้น (เป็นที่มาของวัฏฏกปริตที่สวดกันในปัจจุบัน),
ในภาษาบาลีสัจกิริยานี้เป็นคำหลัก บางแห่งใช้สัจจาธิฏฐานเป็นคำอธิบายบ้าง แต่ในภาษาไทยมักใช้คำว่าสัตยาธิษฐาน
ซึ่งเป็นรูปสันสกฤตของ สัจจาธฏฐาน;  ดูสัจจาธิฏฐาน ,สัตยาธิษฐาน

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์( ชำระ- เพิ่มเติมช่วงที่ ๑) หน้า 421/4
สัจจาธิฏฐาน 1. ที่มั่นคือสัจจะ, ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจให้เป็นฐานที่มั่น คือสัจจะ, ผู้มีสัจจะเป็นฐานที่มั่น  (ข้อ ๒ ในอธิษฐาน ๔);ดู อธิษฐานธรรม
                   2.  การตั้งความจริงเป็นหลักอ้าง, ความตั้งใจมั่นแน่วให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่ง  โดยอ้างเอาสัจจะของตนเป็นกำลังอำนาจตรงกับคำว่า
                        สัจกิริยา แต่ในภาษาไทยมักใช้คำว่าสัตยาธิษฐาน; ดู สัจกิริยา สัตยาธิษฐาน                                                                                                                     

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์( ชำระ- เพิ่มเติมช่วงที่ ๑) หน้า 422/19

และจะขอนำหลักฐานการทำสัจจะอธิษฐานจากพระไตรปิฎกตามรายละเอียดต่อไปนี้

หนิง_ศรุตยา:
     /\  สำหรับผู้ที่วิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องของหลวงพ่ออยู่ในขณะนี้  ให้อ่าน....


๑. ร่วมกันกระทำสัจจอธิษฐานเพื่อช่วยผู้อื่น (มัณฑัพยชาดก)

เล่ม 59  หน้า 835

         ในอดีตกาล    พระราชาทรงพระนามว่า โกสัมพิกะ  ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพีแคว้นวังสะ 
ครั้งนั้น   นิคมแห่งหนึ่งมีพราหมณ์สองคนมีสมบัติคนละ  ๘๐ โกฏิ(แปดร้อยล้าน)   เป็นสหายรักกัน  เห็นโทษในกามคุณ 
(ได้)ให้ทานเป็นการใหญ่  แล้วทั้ง  ๒  ก็ละกาม   ทั้ง ๆ ที่มหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ 
ได้ออกไปสร้างอาศรมบวชอยู่ในถิ่นหิมพานต์  เที่ยวแสวงหาเผือกมันผลไม้เลี้ยงชีพอยู่ ๕ ปี     ยังไม่สามารถทำฌานให้เกิดขึ้นได้

          ครั้นล่วงไป  ๕๐  ปี  เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยวจึงเที่ยวไปตามชนบทถึงแคว้นกาสี.   ณ  หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นกาสีนั้น 
ท่านทีปายนดาบสมีสหายคฤหัสถ์อยู่คนหนึ่ง  ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสองดาบสได้ไปเยี่ยมเขา     เขาเห็นสองดาบสนั้นแล้วก็มีความยินดี       
สร้างบรรณศาลาถวายแล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔           สองดาบสอยู่ที่นั้น ๓, ๔ พรรษา        แล้วลานายมัณฑัพยะ     เที่ยวจาริกไปถึงเมืองพาราณสี       
อาศัยอยู่ในอธิมุตติกสุสาน    ทีปายนดาบสอยู่  ณ ที่นั้นพอควรแก่อัธยาศัยแล้ว  ก็กลับไปสู่สำนักสหายนั้นอีก  แต่มัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่ป่าช้า นั่นเอง.

         อยู่มาวันหนึ่ง   โจรคนหนึ่งขโมยของภายในเมือง  ถือเอาทรัพย์ออกไป  เมื่อเจ้าของเรือนและเจ้าหน้าที่ตื่นขึ้นรู้ว่าขโมย  ก็พากันตามจับ(โจร)
จึงหนีออกทางท่อน้ำ    รีบวิ่งเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาแห่งพระดาบสแล้วหนีไป  พวกมนุษย์ที่ตามจับเห็นห่อทรัพย์เข้า
จึงคุกคาม(ดาบส)ว่าไอ้ชฎิลร้าย  กลางคืนเจ้าเที่ยวขโมยเขา  กลางวันทำถือเพศดาบสอยู่   (แล้วจึง)ทุบตีแล้วจับตัวนำส่งพระราชา     
พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อน  รับสั่งให้ราชบุรุษเอาตัวไปเสียบหลาวเสีย    พวกราชบุรุษนำตัวไปเสียบหลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้านั้น   
เสียบหลาวไม่เข้า    จึงเปลี่ยนเอาหลาวไม้สะเดาเสียบก็ไม่เข้าอีก   เอาหลาวเหล็กเสียบก็ไม่เข้า   ดาบสจึงใคร่ครวญดูบุพกรรมของตน   
ลำดับนั้น   ท่านก็เกิดญาณเครื่องระลึกชาติได้   ใช้ญาณนั้นใคร่ครวญดูก็ได้รู้แล้ว

    *ถามว่า     ก็อะไรเป็นบุพกรรมของท่าน
      ตอบว่า    การเอาหนามไม้ทองหลางเสียบแมลงวัน    เป็นบุพกรรมของท่าน 
                    นัยว่า  ในภพก่อนท่านเกิดเป็นบุตรนายช่างไม้  ไปถากไม้กับบิดา   
                    จับแมลงวันมาตัวหนึ่งแล้วเอาหนามไม้ทองหลางมาเสียบ   บาปกรรมนั้นเองมาถึงเข้า

         ท่านรู้ตัวว่า   ไม่อาจพ้นบาปกรรมนี้ได้   จึงได้กล่าวกะราชบุรุษว่า    ถ้าท่านต้องการจะเอาหลาวเสียบเราจงเอาหลาวไม้ทองหลาง   
พวกราชบุรุษก็กระทำตาม   เสียบเข้าแล้วก็วางคนซุ่มรักษาอยู่แล้วหลีกไป  พวกที่ซุ่มรักษาอยู่ได้คอยดูผู้ที่จะมาหาดาบส.

          ครั้งนั้น  ทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้พบสหายนานแล้ว จึงมาสำนักของท่านมัณฑัพยะดาบส (แล้วก็) ได้ฟังข่าว
ในระหว่างทางในวันนั้นเองว่า  มัณฑัพยะดาบสถูกหลาวเสียบ   ก็ไป  ณ  ที่นั้นแล้วยืนอยู่   ณ  ส่วนข้างหนึ่งถามว่า
          เพื่อน  !  ท่านได้ทำผิดอย่างไรหรือ ?       เมื่อดาบสนั้นตอบว่า   เราไม่ได้ทำผิด

          จึงถามว่า     ท่านอาจจะรักษาใจตนไม่ให้มีความขุ่นเคืองได้หรือไม่  ?
          มัณฑัพยะดาบสตอบว่า   เพื่อน  !   ผู้ที่จับเรามาส่งพระราชาเรามิได้มีใจขุ่นเคืองเลย

          ทีปายนดาบสกล่าวว่า  เมื่อเป็นเช่นนั้นร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขสำหรับเรา  แล้วเข้าไปนั่งพิงหลาวอยู่   
หยาดโลหิตที่ออกจากตัวมัณฑัพยะดาบสก็หยดลงต้องทีปายนดาบส  หยาดโลหิตเหล่านั้นหยดลงที่สรีระอันมีสีดุจทอง แห้งดำไปทั้งตัว 
ตั้งแต่นั้นมา   ท่านจึงได้นามเริ่มต้นว่ากัณหทีปายนะ   ท่านนั่งพิงหลาวนั้นเองตลอดคืนยังรุ่ง 
วันรุ่งขึ้นพวกคนรักษาจึงไปกราบทูลเหตุการณ์นั้นแต่พระราชา

           พระราชาทรงพระดำริว่า  เรื่องนี้เราทำลงไปโดยไม่พิจารณา จึงรีบเสด็จไปที่นั้น  แล้วตรัสถามทีปายนดาบสว่า   
ดูก่อนบรรพชิต   เหตุไรท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่ ?

           ทีปายนดาบสตอบว่า    มหาบพิตร    อาตมภาพนั่งรักษาดาบสนี้อยู่   ก็มหาบพิตรทรงทราบแล้วหรือว่าดาบสนี้ทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด
จึงได้ลงพระราชอาญาอย่างนี้

           พระราชาตรัสบอกว่าลงโทษไปโดยไม่พิจารณา   พระดาบสจึงกล่าวแก่พระราชาว่ามหาบพิตร     
 ธรรมดาพระราชาควรจะพิจารณาก่อนแล้วจึงทำการ  ดังนี้    แล้วแสดงธรรมว่า     คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม     
ถ้าเป็นคนเกียจคร้านแล้วไม่ดีดังนี้เป็นต้น.

            พระราชาทรงทราบว่า   มัณฑัพยะดาบสไม่มีความผิดจึงรับสั่งให้ถอนหลาวออก  พวกราชบุรุษไม่สามารถจะถอนหลาวออกได้

            มัณฑัพยะกราบทูลพระราชาว่า   มหาบพิตร   อาตมภาพถึงความพินาศย่อยยับอย่างนี้ด้วยอำนาจกรรมที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน   
ไม่มีใครอาจถอนหลาวออกจากตัวอาตมภาพได้    ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะพระราชทานชีวิตแก่อาตมภาพไซร้   
ก็จงโปรดให้เอาเลื่อยมาตัดหลาวนี้ให้เสมอหนัง    พระราชารับสั่งให้การทำตามนั้น      ภายในร่างกายได้มีหลาวอยู่ภายในเรื่อยมา.

           *ได้ยินว่า  ครั้งนั้นดาบสนั้นเอาหนามทองหลางเรียว ๆเสียบก้นแมลงวัน  หนามทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน
แต่แมลงวันไม่ตายเพราะถูกเสียบ    ตายเมื่อหมดอายุของตน    ฉะนั้น   ดาบสนี้จึงไม่ตาย

           พระราชาทรงนมัสการพระดาบสทั้งสองให้ขมาโทษแล้ว  นิมนต์ให้อยู่ในพระราชอุทยาน   ทรงบำรุงแล้ว 
ตั้งแต่นั้นมามัณฑัพยะดาบสได้ชื่อเติมหน้าว่า    อาณิมัณฑัพยะ   ท่านอาศัยพระราชาอยู่ในพระราชอุทยานนั้น   
ส่วนทีปายนดาบสรักษาแผลมัณฑัพยดาบสหายดีแล้ว   (ได้กลับ)ไป(ยัง)สำนักนายมัณฑัพยะผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของตน.

           บุรุษผู้หนึ่งเห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปสู่บรรณศาลา   จึงบอกแก่นายมัณฑัพยะผู้เป็นสหาย  นายมัณฑัพยะนั้นได้ฟังข่าวก็ยินดี   
พาบุตรภรรยาถือเครื่องสักการะมีของหอมดอกไม้และเครื่องลูบไล้เป็นต้น  เป็นอันมากไปสู่บรรณศาลา  ไหว้ทีปายนดาบสแล้ว  ล้างเท้าทาน้ำมันให้   
ถวายน้ำปานะให้ดื่มแล้วนั่งฟังข่าวอาณิมัณฑัพยะดาบส   ครั้งนั้นบุตรของเขาชื่อยัญญทัตตกุมารเล่นลูกข่างอยู่ในที่สุดที่จงกรม  ก็ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง
ใกล้บรรณศาลานั้น      มีอสรพิษตัวหนึ่งอาศัยอยู่   ลูกข่างที่กุมารปาเหนือพื้นดินได้(ตก)เข้าไปถูกศีรษะอสรพิษในโพรงจอมปลวก   
กุมารนั้นไม่รู้จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรง     ครานั้นอสรพิษเดือดดาลเขาจึงกัดเอามือ  เขาสลบล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังอสรพิษ

            ลำดับนั้น มารดาบิดารู้ว่าลูกถูกอสรพิษกัดจึงยกกุมารขึ้น แล้วอุ้มมาที่พระดาบสให้นอนลงแทบเท้า แล้วกล่าวว่า
ท่านเจ้าข้า   ธรรมดาบรรพชิตย่อมจะรู้โอสถหรือปริตร    ขอท่านได้โปรดทำบุตรของข้าพเจ้าให้หายโรคเถิด   
พระดาบสกล่าวว่า เราไม่รู้โอสถ  เราเป็นบรรพชิตจักทำเวชกรรมไม่ได้   พระดาบสถูกเขาขอร้องว่า 
ถ้าเช่นนั้น ขอท่านได้ตั้งเมตตาในกุมารทำสัตยาธิษฐานเถิด   จึงรับว่า    ดีแล้วเราจักทำสัจกิริยาแล้ววางมือลงที่ศีรษะยัญญทัตตกุมาร

แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

                  เราเป็นผู้มีความต้องการบุญได้มีจิตเลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง   ๗    วันเท่านั้น
                  ต่อจากนั้นมา  แม้เราจะไม่มีความใคร่บรรพชา ก็ทนประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่ ได้ถึง  ๕๐  กว่าปี
                  ด้วยความสัตย์อันนี้  ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก  ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.

พร้อมกับสัจกิริยา  พิษในกายตอนบนของยัญญทัตตกุมารก็ตกเข้าแผ่นดินหมด กุมารลืมนัยน์ตาขึ้นดูมารดาบิดาเรียกว่า แม่ แล้วพลิกนอน.

            ลำดับนั้น   กัณหทีปายนดาบสจึงกล่าวกะบิดาของกุมารนั้นว่า  กำลังของเรา    เราทำได้เท่านั้น     
ท่านจงทำกำลังของตนบ้างเถิด   เขากล่าวว่า   เราจักทำสัจกิริยาบ้าง  แล้ววางมือลงที่หน้าอกบุตร     จึงได้กล่าวคาถาที่  ๒  ว่า :-

                   เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึงบ้านเพื่อจะพักอยู่  บางครั้งไม่พอใจจะให้พักเลย
                   แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต  ก็ไม่ทราบความไม่พอใจของเรา  แม้เราไม่ประสงค์จะให้ก็ให้ได้
                   ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี    จงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร    พิษจงคลายออก  ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.

             เมื่อบิดาทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว  พิษในกายตอนเหนือสะเอวก็ตก  เข้าแผ่นดิน   กุมารลุกขึ้นนั่งได้แต่ยังยืนไม่ได้   
ลำดับนั้น  บิดาได้กล่าวกะมารดาของกุมารนั้นว่า   ที่รัก   เราได้ทำกำลังของเราแล้ว    ทีนี้เจ้าจงทำสัจกิริยาให้บุตรลุกขึ้นเดินได้ 

             มารดากล่าวว่า  ข้าแต่นายความสัตย์ของฉันก็มีอยู่อย่างหนึ่งแต่ไม่อาจกล่าวต่อหน้านาย   บิดากล่าวว่า  อย่างไร ๆก็กล่าวไปเถอะที่รัก   
จงทำบุตรของเราให้หายโรค   นางรับคำว่า   ดีแล้ว

เมื่อกระทำสัจกิริยา   จึงได้กล่าวคาถาที่  ๓  ว่า  :-

                     ลูกรัก      อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้านั้นมีเดชมากไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย     
                     อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า    ไม่แปลกกันเลย  ด้วยความสัตย์นี้     
                     ขอความสวัสดี     จงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร  พิษจงคลายออก   ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด.

              พร้อมกับสัจกิริยา  พิษทั้งหมดก็ตกลงเข้าแผ่นดิน  ยัญญทัตตเมื่อร่างกายหมดพิษแล้วลุกขึ้นเริ่มจะเล่นต่อไป ... 


หนิง_ศรุตยา:
    ๒.ร่วมกันอธิษฐานเพื่อช่วยผู้อื่น  (สุวรรณสามจริยา)

        เล่ม 74   หน้า 525
     
            ในครั้งอดีตได้มีบ้านพรานบ้านหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำไม่ไกลจากกรุงพาราณสี.     ณ  บ้านนั้น  มีบุตรของพรานหัวหน้า   
ชื่อว่า  ทุกูละ.     แม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้นก็ได้มีบ้านพรานอีกบ้านหนึ่ง.   ณ   บ้านนั้นมีลูกสาวของพรานหัวหน้า   ชื่อว่า  ปาริกา.

            ทั้งสองนั้นเป็นสัตว์บริสุทธิ์มาจากพรหมโลก.    เมื่อทั้งสองเจริญวัยทั้ง ๆ ที่ไม่ปรารถนา     แต่มารดาบิดาก็จัดการสมรสให้จนได้.       
ทั้งสองก็มิได้ก้าวลงสู่สมุทรคือกิเลส    คือไม่ร่วมประเวณี    อยู่ร่วมกันดุจพวกพรหมฉะนั้น.   ทั้งไม่ทำกรรมของพรานด้วย.

        ครั้งนั้น  มารดาบิดากล่าวกะทุกูละว่า  ลูกรักลูกไม่ทำกรรมของพราน
        (ทุกูละตอบว่า)   ลูกไม่ปรารถนาอยู่ครองเรือน
        มารดาบิดากล่าวว่า   ลูกจะทำอะไร ?
        ทุกูละกล่าวว่า   เมื่อพ่อแม่อนุญาต   ลูกจะขอบวช.
        มารดาบิดากล่าวว่า  ถ้าเช่นนั้นลูกจงบวชเถิด.
      
            ชนทั้งสองจึงเข้าป่าหิมวันตประเทศ      ไปถึงที่ที่แม่น้ำมิคสัมมตาไหลลงจากหิมวันตประเทศถึงแม่น้ำคงคา   
เลยแม่น้ำคงคามุ่งหน้าไปแม่น้ำมิคสัมมตา    จึงพากันขึ้น.

             ในกาลนั้น   ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน    ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น  จึงมีเทวบัญชาให้วิษณุกรรมไปสร้างอาศรม ณ ที่นั้น.   
ทั้งสองไปถึงอาศรมนั้น      แล้วบวชอาศัยอยู่เจริญ   เมตตาเป็นกามาวจร   ณ  อาศรมที่ท้าวสักกะทรงประทาน   
แม้ท้าวสักกะก็เสด็จมาบำรุงสองสามีภริยานั้น.
 
            วันหนึ่ง  ท้าวสักกะทรงทราบว่า จักษุของสามีภริยาจักเสื่อม    จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสว่า     
ท่านผู้เจริญจักษุของท่านทั้งสองจะได้รับอันตราย  ควรได้บุตรไว้ดูแล    ข้าพเจ้าทราบว่าท่านทั้งสองมีใจบริสุทธิ์     
เพราะฉะนั้น   ในขณะที่นางปาริพาชิกามีระดู   พระคุณท่านเอามือลูบคลำท้องน้อย  ด้วยอาการอย่างนี้ บุตรของท่านจักเกิด 
บุตรนั้นจักบำรุงท่านทั้งสอง    ดังนี้แล้วเสด็จกลับ.

            ทุกูลบัณฑิตบอกเหตุนั้นแก่นางปาริกา   ในขณะที่นางปาริกามีระดู  จึงลูบคลำท้องน้อย.
ในกาลนั้น  พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางปาริกา.     ครั้นล่วงไป  ๑๐  เดือน   
นางปาริกาก็คลอดบุตรมีผิวพรรณดุจทองคำ   จึงตั้งชื่อว่า   สุวรรณสาม.

            มารดาบิดาเลี้ยงดูสุวรรณสามนั้นเจริญมีอายุได้ ๑๖ ปี  ให้สุวรรณสามนั่งในอาศรมตนเองไปหารากไม้และผลาผลในป่า.

            อยู่มาวันหนึ่ง    เมื่อฝนตกไม่ไกลจากอาศรมบท    น้ำปนกลิ่นเหงื่อจากร่างกายของมารดาบิดา    ซึ่งถือผลไม้ในป่า
แล้วกลับเข้าไปยังโคนต้นไม้ยืนอยู่บนยอดจอมปลวก    (น้ำเหงื่อ)หล่นลงยังดั้งจมูกของอสรพิษซึ่งอยู่ในปล่องจอมปลวกนั้น   
อสรพิษโกรธจัด   จึงพ่นพิษออกมา    (ทำให้)ทั้งสองตาบอด..ร้องคร่ำครวญ.

            ลำดับนั้น  พระโพธิสัตว์  คิดว่า  มารดาบิดาของเราช้าเหลือเกิน    มารดาบิดาจะเป็นอย่างไรหนอ  ?   
จึงเดินสวนทางแล้วทำเสียง.    มารดาบิดาจำเสียงของสุวรรณสามได้  จึงทำเสียงตอบรับ ด้วยความรักในบุตรจึงห้ามว่า   
พ่อสุวรรณสามตรงนี้มีอันตราย    อย่ามาเลยลูก    แล้วตนเองก็(ออก)มาพบตามกระแสเสียง.

            สุวรรณสาม   ถามว่า   เพราะเหตุไร  จักษุทั้งสองข้างจึงบอด ?  พอมารดาบิดาพูดว่า  ไม่รู้ซิลูก     
เมื่อฝนตกพ่อและแม่ก็ยืนอยู่บนยอดจอมปลวกใกล้ต้นไม้   ต่อจากนั้นก็มองไม่เห็นเลย   เท่านั้นสุวรรณสามก็รู้ทันทีว่า   
ที่จอมปลวกนั้นมีอสรพิษ   มันคงโกรธจึงพ่นพิษใส่.

            ลำดับนั้น  สุวรรณสาม   กล่าวว่า  พ่อแม่อย่าคิดอะไรเลย     ลูกจักบำรุงพ่อและแม่เอง   แล้วนำมารดาบิดาไปอาศรม   
ผูกเชือกไว้ในที่ที่มารดาบิดาเดินไปมา   มีที่พักกลางวัน   และที่พักกลางคืนเป็นต้น.   
ตั้งแต่นั้นมา  สุวรรณสามจึงให้มารดาบิดาอยู่ในอาศรม  (แล้วตนเองได้ไป)นำรากไม้และผลาผลในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา

หนิง_ศรุตยา:
           (ถึง) ตอนเช้าตรู่ก็กวาดที่อยู่    นำน้ำดื่มมาให้    ตั้งของบริโภคไว้   ให้ไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า    แล้วให้ผลาผลที่มีรสอร่อย.   
เมื่อมารดาบิดาบ้วนปาก(แล้ว  คือมารดาบิดากินเสร็จแล้ว)ตนเองจึงบริโภค   ไหว้มารดาบิดาแล้วก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ มารดาบิดานั่นเอง   
ด้วยคิดว่า   มารดาบิดาจะสั่งอะไรบ้าง

           และโดยพิเศษได้แผ่เมตตาไว้มาก  ด้วยเหตุนั้นสัตว์ทั้งหลาย  จึงไม่รบกวนสุวรรณสาม.     พระโพธิสัตว์ไม่รบกวนสัตว์ทั้งหลาย   
เหมือนอย่างที่สัตว์ทั้งหลายไม่รบกวนพระโพธิสัตว์   พระโพธิสัตว์ทั้งไปทั้งมาสู่ป่า  เพื่อผลาผลทุก  ๆ  วันอย่างนี้    จึงได้แวดล้อมไปด้วยฝูงเนื้อ.     
แม้สัตว์ที่เป็นศัตรูมีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น     ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดียิ่งกับพระโพธิสัตว์.     
ก็ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา    สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายได้ความเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนต่อกันและกัน   ในที่อยู่ของพระโพธิสัตว์นั้น 
ด้วยประการฉะนี้   พระโพธิสัตว์นั้นด้วยอานุภาพแห่งเมตตาในที่ทั้งปวงจึงเป็นผู้ไม่กลัว  ไม่หวาดสะดุ้ง  ไม่มีเวร  อยู่ดุจพรหม.   
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

         เรากับราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ต่างน้อมเมตตาเข้าหากัน.
         เราแวดล้อมด้วยราชสีห์   เสือโคร่ง   เสือเหลือง   หมี    กระบือ   
         กวาง   และหมู   อยู่ในป่า.

         สัตว์อะไร ๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา  แม้เราก็มิได้กลัวสัตว์อะไร. 
         เพราะเราอันกำลังเมตตา ค้ำจุน  จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น.


            อนึ่ง   พระมหาสัตว์แผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้   เลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นอย่างดี   
วันหนึ่งจะนำผลาผลมีรสอร่อยมาจากป่า   จึงไหว้มารดาบิดาซึ่งพักอยู่ที่อาศรม   คิดว่า  เราจักหาน้ำมา   แวดล้อมด้วยฝูงเนื้อ 
 ให้เนื้อสองตัวมารวมกัน    แล้ววางหม้อน้ำไว้บนหลังเนื้อทั้งสองเอามือคอยจับไว้    แล้วไปท่าน้ำ.

            ในสมัยนั้น   พระราชาพระนามว่า   กปิลยักษ์ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี.   
พระองค์อยากเสวยเนื้อกวาง   จึงมอบราชสมบัติไว้กะมารดา   สอดอาวุธทั้ง ๕ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์  (เพื่อ)ล่ากวาง  แล้วเสวยเนื้อ   
(ได้)เสด็จเที่ยวไปถึงแม่น้ำมิคสัมมตา   ถึงท่าที่สุวรรณสามไปเอาน้ำโดยลำดับ   ทรงเห็นรอยเท้ากวางจึงเสด็จตามไป   
ทรงเห็นสุวรรณสามเดินไป  ทรงดำริว่า     ตลอดกาลเพียงเท่านี้    เรายังไม่เคยเห็นมนุษย์เที่ยวไปอย่างนี้เลย       
มนุษย์ผู้นี้จะเป็นเทวดาหรือนาคหนอ   หากเราเข้าไปถาม  ก็จะหนีไปทันที.  ดังนั้นถ้ากระไร    เรายิงมนุษย์นั้นทำให้หมดกำลังแล้วจึงถาม

             ในขณะที่พระมหาสัตว์อาบน้ำ   (แล้ว)นุ่งผ้าเปลือกไม้   กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่า    ตักน้ำเต็มหม้อน้ำ   
แล้วยกขึ้นตั้งไว้ที่จะงอยบ่าข้างซ้าย  พระราชาทรงดำริว่า  บัดนี้ได้เวลายิงแล้ว  จึงยิงพระมหาสัตว์ที่ข้างขวาด้วยลูกศรอาบยาพิษ   
ลูกศรทะลุออกข้างซ้าย  ฝูงกวางรู้ว่าพระโพธิสัตว์ถูกยิง   ต่างก็กลัวพากันหนีไป.

              ส่วนสามบัณฑิต    แม้ถูกยิงแล้วก็มิได้ตระหนกตกใจ   คงแบกหม้อน้ำอยู่อย่างนั้น    ตั้งสติค่อยๆ ยกลง   
(แล้ว)เกลี่ยทรายวางไว้   กำหนดทิศทางนอนหันศีรษะไปทางทิศที่อยู่ของมารดาบิดา.   บ้วนโลหิตออกจากปาก   
แล้วกล่าวว่า    เราไม่มีเวรกะใคร ๆ    ชื่อว่า   เวรในที่ไหน ๆ  ก็ไม่มีแก่เรา    แล้วกล่าวคาถานี้ว่า 

                     ใครหนอยิงเราผู้เผลอกำลังแบกน้ำ   ด้วย ลูกศร     
                     ใครเป็นกษัตริย์   พราหมณ์   แพศย์  ยิงเราแล้วแอบอยู่.
     

              พระราชาครั้นสดับดังนั้น  ทรงดำริว่า  มนุษย์นี้แม้ถูกเรายิงจนล้มลงบนแผ่นดิน   ไม่ด่า   ไม่บริภาษเรา   
ยังเรียกหาเราด้วยวาจาอ่อนหวานคล้ายจะบีบเนื้อหัวใจเรา    เราจะไปหาเขา   จึงเสด็จเข้าไปประกาศ(บอกนามของ)พระองค์   
และรับว่าพระองค์ยิง   แล้วตรัสถามพระมหาสัตว์ว่า     ท่านเป็นใคร  ? หรือว่าเป็นบุตรใคร ?

               สามบัณฑิตกล่าวว่า     ข้าพเจ้าชื่อสามะเป็นบุตรของฤาษีเนสาทชื่อว่า   ทุกูลบัณฑิต  ก็ท่านยิงข้าพเจ้าทำไม ?
               พระราชาตรัสเท็จเป็นครั้งแรกว่า   สำคัญว่ากวาง
               (แล้วพระองค์ก็) ทรงพลอยเศร้าโศกไปด้วยว่า    เรายิงสามะนี้ผู้ไม่มีความผิดโดยใช่เหตุ   แล้วทรงบอกตามความจริง   
ตรัสถามถึงที่อยู่ของมารดาบิดาของสามบัณฑิต   แล้วเสด็จไป  ณ  ที่นั้น     แล้วทรงแจ้งพระองค์   แก่ดาบส ดาบสินี.   
มารดาบิดาของสามบัณฑิตได้ทำปฏิสันถาร

               (จึง) ทรงบอกว่า  เรายิงสามะเสียแล้ว.   (ดาบส ดาบสินีทั้งสองได้ถึงความเศร้าโศกเสียใจ)
               (พระราชา) ทรงปลอบดาบสดาบสินีผู้ร่ำไห้เศร้าโศกว่า   
               ข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงดูท่านทั้งสองเช่นเดียวกับที่สุวรรณสามเลี้ยงดูท่านทุกอย่าง.

                แล้วทรงนำไปหาสามบัณฑิต   มารดาบิดาไปในที่นั้นแล้วพร่ำเพ้อรำพันมีประการต่าง ๆ 
แล้วคลำไปที่อกของสามบัณฑิต   กล่าวว่า   บนร่างกายบุตรของเรายังมีไออุ่นอยู่.  คงจะสลบไปเพราะกำลังของพิษ   
คิดว่า  เราจักทำสัจกิริยา     เพื่อให้พิษออกไป   จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า :-

               บุญอันใดที่พ่อสุวรรณสามทำแล้ว    แก่มารดาและบิดา
               ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้นทั้งหมด  ขอพิษจงหายไปเถิด.
   

              ทุกูลบัณฑิต    ผู้เป็นบิดาก็ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างเดียวกับที่นางปาริกาดาบสินีอธิษฐาน   
เมื่อเทพธิดาทำสัจกิริยาว่า(เทพธิดาก็มาร่วมอธิษฐาน)  :-

                เราอยู่ที่เขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน เราไม่รักใครยิ่งกว่าสามะนี้เลย
                ด้วยความสัตย์(นี้)  ขอให้พิษจงหายไป.

              พระมหาสัตว์ก็ลุกขึ้นทันที   ความเจ็บปวดก็หมดไป  ดุจหยาดน้ำบนใบบัวฉะนั้น    อวัยวะตรงที่ถูกยิงก็หายเป็นปกติ   
จักษุทั้งสองข้างของมารดาบิดาก็ปรากฏเป็นปกติ   ทันใดนั้นก็เกิดอัศจรรย์  ๔  อย่างขึ้นในขณะเดียวกันคือ     พระมหาสัตว์หายจากโรค ๑       
มารดาบิดาได้จักษุ ๑      อรุณขึ้น ๑    คนทั้ง  ๔ ปรากฏอยู่  ณ  อาศรม  ๑.

               ลำดับนั้น    พระมหาสัตว์กระทำปฏิสันถารกับพระราชา   แล้วแสดงธรรมถวาย   โดยนัยมีอาทิว่า   
ข้าแต่มหาราชขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด   แล้วถวายโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป   ได้ให้ศีล  ๕.     
พระราชารับโอวาทของพระมหาสัตว์ด้วยพระเศียร  ทรงไหว้แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี   ทรงทำบุญ มีทานเป็นต้น     
แล้วได้ไปสู่สวรรค์.      แม้พระโพธิสัตว์กับมารดาบิดาก็ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด  เมื่อสิ้นอายุก็ไปเกิดบนพรหมโลก     
   
                พระราชาในครั้งนั้น   ได้เป็นพระอานนท์เถระในครั้งนี้.     เทพธิดาคือนางอุบลวรรณา.   ท้าวสักกะคือพระอนุรุทะ.   
บิดาคือพระมหากัสสปเถระ.   มารดา  คือนางภัททกาปิลานี.   สามบัณฑิต   คือพระโลกนาถ.
                                                   

                                                                            จบ.    /\


หนิง_ศรุตยา:
    ๑.การกระทำสัจจะเป็นที่พึ่งของโลกนี้ (เรื่องในอดีตชาติของพระอินทร์)   

  เล่ม 14   หน้า 162

           ดังมีเรื่องเล่ามาว่า     ครั้งนั้น    วันหนึ่ง    มาฆมาณพนั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่แล้วไปสู่ที่ทำงานประจำหมู่บ้านของพวกคนกลางหมู่บ้าน   
เอาปลายเท้านั่นแหละเขี่ยก้อนดินและขยะมูลฝอยออกไป     ทำที่ซึ่งตนยืนให้น่ารื่นรมย์.   คนอื่นก็มายืนในที่นั้น.  ด้วยเหตุเพียงเท่านั้นเอง   
เขาก็กลับได้ความระลึก   จึงถางที่เท่าวงสนามกลางหมู่บ้าน  แล้วก็ขนทรายมาเกลี่ยลง  ขนเอาฟืนมาก่อไฟในเวลาหนาว. 
ทั้งหนุ่มสาวและผู้เฒ่าผู้แก่ก็พากันมานั่งในที่นั้น.

            ต่อมาวันหนึ่งเขาเกิดความคิดว่า     เมื่อเราไปเมืองก็เห็นพระราชาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้น   คนทั้งหลายต่างก็กล่าวกันว่า   
ในพระจันทร์และพระอาทิตย์เหล่านั้น    ต่างก็มีเทพบุตรชื่อจันทร์    เทพบุตรชื่อสูรย์    พวกเหล่านั้นทำอะไรหนอจึงได้สมบัติเหล่านี้.

            ต่อมาจึงคิดได้ว่า    สิ่งอื่นไร ๆ ไม่มี    ต้องทำบุญเท่านั้น     แล้วคิด  ว่า   ถึงเราเองก็ต้องทำบุญที่ให้สมบัติอย่างนี้เหมือนกัน.   
เขาจึงลุกขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่    ดื่มข้าวต้มแล้วก็ถือเอาพร้าขวานเสียมและสากไปที่ทางใหญ่สี่แยก    เอาสากงัดก้อนหินให้ไหวแล้วกลิ้งไป   
เอาไม้มาสอดใส่เพลายาน       ปราบที่ขรุขระให้เรียบราบแล้ว  ก็สร้างศาลาตรงทางใหญ่สี่แพร่ง   ขุดสระบัว  ผูกสะพาน   
ทำงานอย่างนี้ตลอดวัน   ตะวันตกจึงกลับบ้าน.

           มีคนอื่นถามเขาว่า   เพื่อนมาฆะ   คุณออกไปตั้งแต่เช้า    ตกเย็นจึงมาจากป่า   คุณทำงานอะไร.
                  ผมทำบุญ  ถางทางไปสวรรค์.
                  ชื่อว่าบุญนี้   คืออะไรกันเพื่อน.
                  คุณไม่รู้จักหรือ.
                  เออ  ผมไม่รู้จัก.

                 เวลาไปเมืองท่านเคยเห็น พวกราชาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นต้นหรือ.
                 เคยเห็นครับ 

                 พวกนั้นทำบุญแล้วจึงได้ตำแหน่งนั้น    ผมเองก็จะทำงานที่ให้สมบัติอย่างนั้นบ้าง   
                 คุณเคยฟังไหมว่า  เทพบุตรชื่อจันทร์  เทพบุตรชื่อสูรย์.
 
                 เออ  เคยฟัง.
                 ผมก็จะถางทางไปสวรรค์นั้น.

   &nb
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 24, 2012, 06:44:18 PM โดย ณัฐาศิกาญจน์ เนื้อนุ่ม (โอ๋) »